แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

หน้า: [1] 2 3
1
ท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรงของตลาดรถยนต์ของเมืองไทยในช่วงปลายปี นับว่าแต่ละค่ายรถยนต์ต่างก็งัดเอากลยุทธเด็ดๆ มาทำการตลาด รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจออกสู่ตลาด และหนึ่งในนั้นก็มี "NEW MG HS" รถยนต์แนว SUV ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นรอบด้าน จนสามารถเพิ่มกระแสความร้อนแรงของตลาดรถยนต์ในเมืองไทยให้พุ่งพล่านมากขึ้นไปอีกระดับ

NEW MG HS เป็นรถยนต์ SUV รุ่นล่าสุดจาก บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ภายใต้แนวคิด "ELEGANCE" นิยามของ SUV ที่เหนือระดับเพื่อภาพลักษณ์ของความสำเร็จ สะท้อนรสนิยมและบ่งบอกความเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบของผู้ขับขี่ พร้อมยกระดับมาตรฐานรถ SUV ไปอีกขั้นด้วยดีไซน์ล้ำสมัยทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน

NEW MG HS ได้รับการออกแบบด้วยความพิถีพิถันโดยผสมผสานระหว่างความหรูหรากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยเส้นสายตัวถังแบบ British Shoulder Line ที่เน้นเรื่องความโค้งมนของตัวรถ กระจังหน้าดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ MG ซึ่งมาพร้อมแนวคิด ‘Stella Magnetic Field’ ที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าที่ดึงดูดเข้าหากัน ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวแบบ LED Projector พร้อมไฟส่องสว่าง สำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lights) และไฟท้ายแบบ Space Light Field ยิ่งไปกว่านั้นยังมาพร้อมไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้าและหลังที่แสดงผลไล่ระดับแบบ Sequential เพิ่มความหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น D และ X และล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น C

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีความโค้งมนโอบรับสรีระ พร้อมการเล่นระดับมีสไตล์และตกแต่งด้วยวัสดุภายในให้สัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ครอบคลุมทั้งบริเวณคอนโซลหน้า และแผงประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  เพิ่มความพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าแบบ Bucket Seat ทรงสปอร์ตสีดำสลับแดงที่มีส่วนหุ้มด้วยวัสดุ Alcantara (เฉพาะรุ่น X) ในขณะที่เบาะหลังนั่งสบายปรับพับได้แบบ 60:40 พร้อมพนักพิงปรับองศาได้และที่วางแขนขนาดใหญ่

โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยไฟในห้องโดยสารแบบ Interactive Ambient Light ที่มีแสงต้อนรับทันทีที่เปิดประตูและสามารถปรับโทนแสงภายในห้องโดยสารได้มากถึง 64 เฉดสี รวมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนแบบอัตโนมัติตามโหมดการขับขี่ พร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) ขนาดใหญ่ 1.1 ตารางเมตร เพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทาง

NEW MG HS มีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกในขณะขับขี่อย่างครบครัน อาทิ หน้าจอแสดงผลที่มาตรวัดแบบ Interactive Multi-Function Display ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลทั้งเรื่องการขับขี่ ระบบความปลอดภัย ระบบความบันเทิง และระบบนำทาง พร้อมหน้าจอหลักแบบ Smart Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมกุญแจระบบ Smart Key และปุ่ม Push Start นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้า (Electric Liftgate) ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ TST (Twin Clutch Sportronic Transmission)แบบ 7 สปีด ให้พละกำลังสูงสุดถึง 162 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 250 นิวตัน-เมตร ในรอบที่ต่ำเพียง 1,700 รอบต่อนาที โดยสามารถทำความเร็ว 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาที พร้อมรองรับน้ำมัน E85 โดยรุ่น X มาพร้อมปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ถึง 4 โหมด คือ โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบทั่วไป โหมด Eco เพื่อการประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น โหมด Sport เพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ และโหมด Custom ที่สามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ยังมาพร้อมปุ่ม Super Sport บนพวงมาลัยที่ช่วยเร่งพลังการขับขี่ให้แรงขึ้น เพิ่มอารมณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น

สืบทอดสายพันธุ์ที่โดดเด่นไปกับช่วงล่างตามแบบ Euro Tuning Suspension ที่ให้ทั้งความสบายและความมั่นใจในการขับขี่ด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut ที่ได้รับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับการขับขี่ของลูกค้า และช่วงล่างด้านหลังแบบ Multi-link ที่รองรับการขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย

ล้ำหน้าไปกว่าใครกับระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่กับรถสามารถสื่อสารกันได้ เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Smart Command ระบบสั่งการที่สามารถสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย ที่มีฟังก์ชั่นการสั่งการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การโทรออก สั่งการควบคุมระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ระบบเปิด-ปิดหน้าต่างฝั่งคนขับ และระบบเปิด-ปิดหลังคาซันรูฟ รวมถึงค้นหาจุดที่น่าสนใจ (Point Of Interest) ผ่าน Navigator เพื่อวางแผนการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ยังสามารถสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ หรือเลือกสั่งการผ่าน MG Mobile Application บนสมาร์ทโฟน Smart Connect ที่สามารถค้นหาเพลงฮิต เพลงดังผ่าน Online Music และค้นหาร้านอาหารเด็ด สถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรม แสดงผลการจราจร รวมถึงอัพเดตข่าวสารในปัจจุบันบนหน้าจอในรถ และ Smart Check ที่สามารถตรวจสอบสถานะ และตรวจเช็กรถได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนการสั่งการล็อกหรือปลดล็อก ประตูรถ ตรวจสอบตำแหน่งรถ แจ้งเตือนเมื่อพบสิ่งผิดปกติ และช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

"NEW MG HS" มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น C ราคาจำหน่าย 919,000 บาท, รุ่น D ราคา 1,019,000 บาท และรุ่นสูงสุด คือ รุ่น X ราคา 1,119,000 บาท โดยมีสีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีแดง Scarlet Red สีขาว Arctic White สีดำ Black Knight และสีเงิน Silver Metallic


ขอบคุณที่่มาจาก : siamsport.co.th

2
ถือเป็นอีกหนึ่งความซักเซสที่น่าสนใจ สำหรับค่ายเอ็มจีหลังจากตัดสินใจเดินเกมเปิดตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในบ้านเราด้วยการส่งรถครอสโอเวอร์อย่าง เอ็มจี เเซดเอส อีวี

เพียงระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน กวาดยอดขายทะลุทะลวงเป้าหมายจากเดิมที่ “พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจีเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ยอมรับว่า..เดิมตั้งเป้ายอดขายในทั้งปี ไว้ที่ 1,000 คัน
แต่ปรากฏว่า ยอดจองวันนี้วิ่งไปเเตะระดับ 1,600 คัน ไปแล้ว มีรถส่งมอบถึงมือลูกค้าไปแล้วกว่า 600 คัน

อะไรทำให้รถคันนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้า ชนิดที่เรียกว่า “เกินความคาดหมาย” ไม่รอช้า… เอ็มจีจัดทริปทดสอบ โดยเลือกใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-กรุงเทพฯ ระยะทางวิ่งไป-กลับไม่เกิน 400 กิโลเมตร เรียกว่าขับไปเช้า แวะชาร์จพลังงานไฟฟ้า แล้วขับกลับกรุงเทพฯได้แบบสบาย ๆ

ออกสตาร์ตจากสนามทดสอบ MG Driving Experience Centre บนถนนศรีนครินทร์ หลังจากนัดแนะเส้นทาง ทีมงานเปิดสนามให้ทดสอบความคล่องตัวของเจ้าแซดเอส อีวี คันนี้ด้วยการขับแบบสลาลอม และอัตราเร่งในช่วงทางตรง ว่ารถไฟฟ้าคันนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างดี การทำงานของ “มอเตอร์ไฟฟ้า” พร้อมตอบสนอง ไม่ต้องรอรอบ กดปุ๊บเรียกว่ามาได้ทันใจ

ลองเรียกความมั่นใจของระบบช่วงล่างกันหน่อย ผลทดสอบมีความรู้สึกว่ารถค่อนข้างเบาไปเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับน่าเกลียด ซึ่งถือเป็นอาการปกติของรถยนต์ประเภทนี้

นอกจากนี้ ยังได้ทดลองระบบหน่วงตัวรถ ซึ่งนอกจากช่วยชะลอความเร็วแล้ว ยังสามารถนำพลังงานจากแรงเฉื่อยมาแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าไปเก็บในแบตเตอรี่ได้อีกด้วย ซึ่งเราสามารถตั้งระดับความหน่วงได้ 3 ระดับก่อนออกไปวิ่งจริง ใช้งานจริงจากศรีนครินทร์ เพื่อเบนหัวออกมอเตอร์เวย์ สำรวจตรวจตรา เอ็มจี แซดเอส อีวี คันนี้ แทบไม่ได้เเตกต่างจาก เอ็มจี เเซดเอส รุ่นเครื่องยนต์ปกติ มีจุดที่แตกต่างภายนอก คือ ล้ออัลลอยลายพิเศษ กระจังหน้า และโลโก้ด้านหลัง

อีกจุดที่เอ็มจี ไทยเเลนด์ ต้องการสร้างความเเตกต่างอย่างสิ้นเชิง คือ สีของตัวรถ เเซดเอส อีวี ซึ่งนำเข้ามาทำตลาดเพียงสีเดียว คือ สีฟ้า “โคโปเฮเก้นบลู” ที่ต้องการสื่อ และตอกย้ำถึงความเป็นรถยนต์ “รักษ์โลก” ต่างจากเเซดเอส อีวี ที่ก่อนหน้านี้

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้ไปทดสอบยังยานเเม่ สำนักงานใหญ่ของเอ็มจี เเซคมอเตอร์ ที่เซียงไฮ้ ซึ่งจะมีความหลากหลายของสีให้เลือกมากกว่า

ในตำแหน่งที่นั่งหลังพวงมาลัย ปรับเบาะอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เหมาะสม ได้เวลาเดินทางกว่าจะผ่านย่านจราจรอันหนาเเน่นบนถนนศรีนครินทร์ออกมาได้ เรียกว่าใช้เวลา และต้องชิงจังหวะพอสมควร บางช่วงต้องกระชากขึ้นขวา มุดลงซ้าย ซึ่งรถคันนี้ถือว่าให้ความคล่องตัวดี พวงมาลัยสั่งการได้อย่างใจ อาการโยนของตัวรถถือว่า นิ่งและนุ่ม มาจากการเซตช่วงล่างที่ดี เมื่อเทียบกับแซดเอสรุ่นเครื่องยนต์ถือว่า ดีกว่าเห็น ๆ

เมื่อออกสู่นอกเมือง มีจังหวะกดแป้นคันเร่งเรียกความเร็ว ไม่ต้องรอรอบ มอเตอร์ไฟฟ้าตอบสนองอัตราเร่งวิ่งขึ้นตามแรงกดของปลายเท้า สู่จุดหมายปลายทางที่ 7-Eleven ธาราพัทยา เพื่อเป็นจุดแวะพักรถเเละเติมพลังชาร์จไฟฟ้า ซึ่งมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าของทาง EA ไว้ค่อยให้บริการ ในบริเวณของ 7-Eleven เรียกว่าจุดนี้ใครขับรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรือรถอีวี ไปพัทยา สามารถเเวะเข้าไปใช้บริการได้

แซดเอส อีวี มีโหมดการขับขี่ให้เลือกใช้ 3 โหมด ใครชอบความแรง ช่วงล่างแน่น ๆ มีโหมดสปอร์ตให้เลือก แต่ต้องเตรียมใจ เพราะหากเลือกขับขี่ในโหมดนี้ต้องยอมรับสภาพว่า พลังงานไฟฟ้าในเเบตเตอรี่อาจจะหมดไปเร็วกว่าการใช้งานในโหมดอีโค และโหมดนอร์มอล

โดยส่วนตัวเเล้วขอขับในโหมดนอร์มอลก็เพียงพอ ทั้งจังหวะของการออกตัว วิ่งบนย่านความเร็วตามกฎหมายกำหนด ไปได้เหลือเฟือกับขุมกำลัง 150 แรงม้า บางจังหวะทางด้านหน้าโล่ง กดแป้นความเร็วขึ้นไปไม่ถึงอึดใจที่ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สบาย ๆ

ส่วนใครที่ยังกังวลเรื่องของขุมกำลังกระเเสไฟฟ้าที่จะนำมาใช้หล่อเลี้ยงระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในห้องโดยสาร ทั้งแอร์คอนดิชั่น เครื่องเสียง ระบบไฟฟ้า ทีมงานเอ็มจีชี้แจงว่าหายห่วง

เพราะรถคันนี้ใช้เเบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ แยกต่างหากเพื่อหล่อเลี้ยงระบบไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่ต้องมาดึงกำลังจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งใช้ในการขับเคลื่อนตัวรถแต่อย่างใด นอกเสียจากกรณีแบตเตอรี่ 12 โวลต์ จะอ่อนพลังงานถึงจะดึงไฟฟ้าจากแบตขับเคลื่อนไปป้อน

เมื่อนั่งคำนวณตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อการเดินทางต่อการชาร์จพลังงานเต็ม 100% อยู่ที่ประมาณ 150-200 บาท ส่วนค่าดูแลบำรุงรักษาที่ 100,000 กม. ใช้เงินอยู่ที่ 8,545 บาทเท่านั้น

ถึงบรรทัดนี้ต้องบอกว่า เอ็มจี เเซดเอส ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่น่าสนใจ และยังสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ยิ่งคุณมีเส้นทางการขับขี่ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะใช้งานในเมือง นอกเมือง ถือว่าสะดวกสบายพอสมควร ยิ่งถ้ามีสถานีชาร์จไฟในเส้นทางแล้ว บอกเลยว่ารถคันนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ยิ่งทีมงานเคลมว่าการชาร์จไฟ 1 ครั้งรถคันนี้จะวิ่งได้ 330 กิโลเมตร หากใช้ควิกชาร์จ ที่มีข้อดีคือใช้เวลาน้อย เพียงแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงจากแบตเตอรี่ 0% ก็ได้ประจุไฟฟ้าเข้าไปในแบตเตอรี่ 80% กับราคาค่าตัวที่ 1.19 ล้านบาท ถามว่าคุ้มค่าไหม ลองถามใจคุณดู



ขอบคุณที่มาจาก : prachachat.net

3
เปิดตัวไปไม่นานกับกระบะ MG Extender ที่มาพร้อมกับจุดขาย “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” พร้อมด้วยออฟชั่นมากมาย และไม่พลาดกับระบบ i-Smart สั่งการด้วยเสียงภาษาไทยที่บุกเบิกตลาดเป็นเจ้าแรก แต่ทว่าการแข่งขันในตลาดรถกระบะในประเทศไทยถือว่า รุนแรงมาก เรียกได้ว่าตลาดปราบเซียนกันเลยที่เดียวดังนั้น MG Extender จะผ่านด่านต่างๆไปได้อย่างไรคงต้องมาดูกัน

ดังนั้น เอ็มจี ประเทศไทย จึงได้จัดให้มีการทดสอบ สมรรรถนะของตัวรถว่าจะมีดีอย่างไรบ้าง นอกจากความใหญ่ โดยเส้นทางในการทดสอบครั้งนี้ เริ่มต้นที่ ภูเก็ต – สุราษฎร์ธานี ทางทีมงานได้ถูกเชิญเป็นกลุ่มแรกในการเดินทาง เส้นทางทั้งหมดในการเดิน ทางทดสอบของ MG Extender วิ่งจากใต้ ผ่านภาคกลาง ผ่านอีสาน และก็ขึ้นเหนือ ครบทุกภาคกันเลย

ก่อนการเดินทางเริ่มต้นทำความรู้จักกับ MG Extender กับจุดขายหลักในการสื่อสารคือ “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” ถ้าเทียบรถกระบะที่จัดจำหน่ายในประเทศ ก็ถือว่าเป็นรถกระบะที่มีขนาดใหญ่สุดในตลาด

รีวิวรถยนต์
โหมดการอ่าน
[รีวิว] MG Extender กระบะพันธุ์ยักษ์ ออฟชั่นดีนั่งสบาย
วรัญญู ยอดพรหม
โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 17 ตุลาคม 2562
150
SHARES

เปิดตัวไปไม่นานกับกระบะ MG Extender ที่มาพร้อมกับจุดขาย “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” พร้อมด้วยออฟชั่นมากมาย และไม่พลาดกับระบบ i-Smart สั่งการด้วยเสียงภาษาไทยที่บุกเบิกตลาดเป็นเจ้าแรก แต่ทว่าการแข่งขันในตลาดรถกระบะในประเทศไทยถือว่า รุนแรงมาก เรียกได้ว่าตลาดปราบเซียนกันเลยที่เดียวดังนั้น MG Extender จะผ่านด่านต่างๆไปได้อย่างไรคงต้องมาดูกัน


ดังนั้น เอ็มจี ประเทศไทย จึงได้จัดให้มีการทดสอบ สมรรรถนะของตัวรถว่าจะมีดีอย่างไรบ้าง นอกจากความใหญ่ โดยเส้นทางในการทดสอบครั้งนี้ เริ่มต้นที่ ภูเก็ต – สุราษฎร์ธานี ทางทีมงานได้ถูกเชิญเป็นกลุ่มแรกในการเดินทาง เส้นทางทั้งหมดในการเดิน ทางทดสอบของ MG Extender วิ่งจากใต้ ผ่านภาคกลาง ผ่านอีสาน และก็ขึ้นเหนือ ครบทุกภาคกันเลย

ก่อนการเดินทางเริ่มต้นทำความรู้จักกับ MG Extender กับจุดขายหลักในการสื่อสารคือ “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” ถ้าเทียบรถกระบะที่จัดจำหน่ายในประเทศ ก็ถือว่าเป็นรถกระบะที่มีขนาดใหญ่สุดในตลาด

ภายนอก
หน้าตา MG Extender ดูจากภาพภายนอก มีความดุดัน แข็งแกร่ง ตามแบบฉบับรถกระบะ มีความบึกบึน ในสไตร์ยุโรป ไฟหน้าแบบ LED Projector ที่มีระบบเปิด-ปิด และปรับเลี้ยวตามองศาของพวงมาลัยอัตโนมัติ พร้อมไฟ DRL แบบ LED ในโคมเดียว เข้าชุดกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่สะท้อนความแข็งแกร่ง ดุดัน, โป่งล้อขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มมัดกล้ามอันบึกบึนของตัวรถ, ราวหลังคาสไตล์สปอร์ตพร้อมความอเนกประสงค์, ไฟท้ายส่องสว่างแบบ LED ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว และ ยังมาพร้อมกับกล้องมองภาพรอบคัน ที่ติดตั้งกล้องหน้าไว้ที่ชุดกันชนหน้า, กล้องด้านข้างซ้าย – ขวาติดตั้งที่กระจกมองข้าง และกล้องมองหลังติดตั้งไว้ที่มือจับฝาเปิดกระบะท้าย

ภายใน
ถือว่าเป็นจุดขายหลักสำคัญของ MG Extender คือ ห้องโดยสาร  ซึ่งบอกได้เลยว่า MG Extender นั้น เป็นรถกระบะที่มีห้องโดยสารกว้างขวาง และนั่งสบายที่สุด ในความเห็นจากทีมงาน  เบาะนั่งคู่หน้ามาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า ส่วนเบาะนั่งด้านหลังนั่งสบาย วัสดุต่างๆ เป็นแบบ Soft Touch ซึ่งให้ความรู้สึกพรีเมียม อีกทั้งยังมีช่องแอร์ และช่องเสียบ Power Outlet 12v สำหรับผู้โดยสารตอนหลังให้อีกด้วย ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารของ MG Extender นั้น จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, ปุ่ม Push Start, ที่วางแก้วน้ำบริเวณช่องแอร์เพื่อรักษาความเย็น, ช่องเสียบชาร์จไฟ USB, ที่วางของบริเวณคอนโซลหน้า และไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ระบบอินโฟเทนเมนท์หน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth และ USB อีก 2 ช่อง ที่มีระบบ i-Smart สามารถสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย สามารถค้นหาสถานที่, ร้านอาหาร, ที่พักโรงแรม, ปั้มน้ำมันใกล้เคียง ฯลฯ

มาต่อกันในส่วนของขุมพลัง MG Extender ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ไดเร็คอินเจ็คชั่น ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบแปรผัน ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 375 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 โหมด ได้แก่ Normal, ECO และ Power ซึ่งทั้ง 3 โหมด ก็จะเซ็ทอัตราเร่ง และการตอบสนองที่แตกต่างกันออกไป อีกทั้งในรุ่นท็อปสุดยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD ที่มีโหมดการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพถนน 3 รูปแบบ ได้แก่ 2H, 4H และ 4L

มาถึงการทดสอบ สัมผัสแรกในห้องโดยสาร สมกับที่เป็นจุดขายหลักของรถคือห้องโดยสารที่มีขนาดใหญ่มีพื้นที่กว้างนั่งสบายเบาะนั่งโอบกระชับ พนักวางแขนและวัสดุต่างๆเป็นแบบ Soft Touch ซึ่งส่งผลทำให้ตัวรถดูแพงขึ้นมาและให้ความรู้สึกนุ่มในการสัมผัส ส่วนด้านเบาะหลังพื้นที่ก็กว้างเช่นกัน การออกแบบหลังคา แบบโป่งทำให้ไม่รู้สึกไม่อึดอัดเวลานั่งทำให้รู้สึกสบาย เริ่มออกเดินทาง จากโชว์รูม MG ภูเก็ต เส้นทางส่วนใหญ่เป็นทางโค้งและทางตรงยาว รถมีกำลังที่มากพอในการขับเคลื่อน ถึงแม้ว่ารถดูมีขนาดใหญ่กับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 161 แรงม้า เพียงพอกับการเดินทางไกล ให้อัตราเร่งที่ดีในทางตรงยาวๆและการเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ แต่ก็ไม่ได้แรงจนทำให้หลังติดเบาะ คันเร่งอาจจะหน่วงหน่อยทำให้ต้องปรับตัวกันพักนึง

    รถที่ใช้ในการทดสอบเป็น ตัวยกสูงขับสี่ โดยระบบช่วงล่างถือได้ว่าเซ็ทออกมาให้มีความนุ่ม หนึบ และเกาะถนน จุดเสียของรถกระบะคือท้ายจะกระเด้งแต่ MG Extender มีอาการน้อยมาก ทำให้นั่งในทางไกลไม่รู้สึกเหนื่อย ให้ความรู้สึกเหมือนรถ suv ด้วยระบบช่วงล่าง ที่ทาง MG ให้คำนิยามว่า Euro Tuning Suspension ซึ่งก็คงเป็นเพราะ การเลือกใช้โช้คอัพของ Sachs ซึ่งเป็นระบบช่วงล่างได้รับความไว้วางใจ ในรถยุโรปหลายๆ แบรนด์ รวมไปถึงระบบ ESP และระบบ ABS ที่เลือกใช้ของ Bosch ซึ่งก็เป็นแบรนด์ที่ไว้วางใจได้  เสียงลมที่เข้ามาในห้องโดยสารถือว่าทำได้ดีมาก สำหรับรถกระบะในกลุ่มเดียวกัน พวงมาลัยอาจจะน้ำหนักเบาไปในความเร็วสูงแต่งดีในการใช้งานในเมือง
การทดสอบในครั้งนี้ ทางเอ็มจีได้มีการจัดกิจกรรมทดสอบอัตราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้รถทุกคันเติมน้ำมันให้เต็มถัง และทดลองวิ่งในระยะทางกว่า 90 กม. กำหนดเวลา 60 นาที ผู้ทดสอบขับขี่ในโหมด ECO มาตลอดระยะทาง โดยใช้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 80 – 90 กม./ชม. ผลการแข่งขัน ค่าเฉลี่ยในการวิ่งของรถทุกคันสามารถทำอัตราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ที่ 13.42 กม./ลิตร และผู้ที่ทำอัตราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีที่สุดอยู่ที่ 15.54 กม./ลิตร (ผู้โดยสาร 3 คนต่อคัน)

ด้านระบบความปลอดภัยของ MG Extender นั้น มาพร้อมโครงสร้างตัวถังแบบ FSF (Full Space Frame) แบบ Ultra-high Strength Body ที่มีความแข็งแกร่งสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และเสริมความมั่นคงในการขับขี่ ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยดิสก์เบรก 4 ล้อ และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System ที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย

ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Braking System)
ระบบช่วยเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
ระบบตรวจสอบความผิดปดติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descend Control System)
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)
ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning System)
ถุงลมนริภัย 6 ตำแหน่ง
กล้องมองภาพรอบทิศทาง
กล้องมองหลัง
สัญญาณเตือนกะระยะด้านหน้า และด้านหลัง

สรุป กระบะ MG Extender โดยรวมถือว่า ทำออกมาได้ดี เป็นรถกระบะน้องใหม่ ที่ถือว่าไม่ขี้เหร่ ในมุมมองจากทีมงานอุปกรณ์ต่างๆที่ MG Extender ใส่มาให้นั้นเรียกได้ว่าจัดเต็ม เลือกอุปกรณ์จากบริษัทชั้นนำเพื่อให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด การขับขี่ถือว่าสอบผ่าน ให้ความรู้สึกเหมือนรถ suv ห้องโดยสารขนาดใหญ่ทำให้รู้สึกไม่อึดอัด สุดท้ายก็อยู่ที่ผู้บริโภคจะเปิดใจรับหรือไม่เพราะตลาดรถกระบะถือว่าหินที่สุด
ข้อดี
1 ตัวถังใหญ่ดูดุดัน
2 ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย
3 อ็อพชั่นให้มาเต็มระบบ
4 ช่วงล่างให้ความรู้สึกเหมือนรถ suv

ข้อเสีย

1 เครื่องยนต์ ให้อัตราการประหยัดน้ำมันยังไม่ดีเทียบกับคู่แข่งในตลาด 
2 พวงมาลัยเบาเกินในช่วงความเร็วสูง
3 ราคาไม่ดึงดูดเท่าที่ควร

ทาง MG Extender นั้น มีค่าบำรุงรักษาที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะในระดับเดียวกัน (100,000 กม. ไม่เกิน 20,000 บาท)  ในราคา 1,029,000 บาท MG Extender เหมาะกับใคร อยู่ที่คุณจะชอบหรือไม่



ขอบคุณที่มาจาก : autospinn.com



4
ความสำเร็จของ MG3 ยังไม่เทียบเท่า MG ZS ครอสโอเวอร์ตัวใหม่ของค่ายที่พึ่งเปิดตัวไปช่วงต้นปี 2561 และสามารถสร้างยอดขายได้อย่างประทับใจเป็นการเปิดทางให้ค่ายรถยนต์น้องใหม่อย่าง MG เติบโตอย่างมั่นใจด้วยยอดขายทั้งปี 2561 รวม 23,740 คัน
ระยะเวลาการทำตลาดของ MG ตลอด 5 ปี สามารถสร้างยอดขายสะสมแล้วกว่า 50,000 คัน และเหนืออื่นใด MG ตั้งเป้าจะสร้างยอดขายในปี 2562 คือ 50,000 คัน/ปี แล้วทำไม MG กล้าที่จะยืนยันว่าเค้าจะสร้างประวัติศาสตร์ได้
ทีมงานคาดว่ารถยนต์ 3 รุ่นที่จะเปิดตัวได้แก่ ปิกอัพ, เอสยูวี และรถยนต์ไฟฟ้า

1.Maxus T60 กระบะตัวใหม่ของ MG
Maxus T60 ภายนอกมาพร้อมออฟชั่นครบครันทั้งโคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ และ เดย์ไทม์ LED ไฟตัดหมอก กล้องมองภาพด้านหน้า-หลัง กระจกข้างพร้อมไฟเลี้ยว บันไดข้าง แร็คหลังคา
ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง ช่องวางแก้วน้ำแผงแดชบอร์ด ช่องแอร์ผู้โดยสารตอนหลัง เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า ที่พักแขนพร้อมช่องวางแก้วแถวสอง กระจกหลังตัดแสงอัตโนมัติ กุญแจรีโมทพร้อมปุ่ม Push Start ถุงลมนิรภัย 2 ตำแหน่ง
เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.8 ลิตร 2,776 ซีซี. เทอร์โบแปรผัน Variable Geometry Turbocharger (VGT) และ Intercooler กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ
สำหรับการเผยโฉมในไทยปี 2562 มีแน่นอนโปรดติดตาม

2. MG HS ครอสโอเวอร์ตัวใหม่ที่จะมาแทน GS ?
นี้คือรถยนต์ครอสโอเวอร์ตัวใหม่ของค่าย MG HS ในแดนมังกรที่มาแทน GS ตัวเก่าที่ไม่สามารถสร้างความโด่ดเด่นและยอดขายให้กับค่ายได้ MG HS มาพร้อมดีไซน์โด่ดเด่น และมีตำแหน่งสูงกว่า MG ZS ครอสโอเวอร์ขนาดกลางยอดขายดีในไทย
MG HS ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Emotional Dynamism เส้นสายได้แรงบันดาลใจจาก London Eye ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายนอกติดตั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างกลางวัน Daytime Running Light ดีไซน์รับกระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟท้ายแบบ LED ให้ความเรียบหรูในแบบฉบับรถยนต์ยุโรป
ภายในห้องโดยสารสุดหรูหราในแบบฉบับยุโรป ตกแต่งระดับพรีเมี่ยมออฟชั่นล้ำสมัย หลังคาแบบซันรูฟ Panoramic คอนโซลหน้าหุ้มด้วยวัสดุหนัง แผงข้างประตูหุ้มวัสดุหนังแบบสัมผัส Soft Leather พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสามก้าน หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว ลำโพงคุณภาพจาก BOSE Sound System
เครื่องยนต์เบนซิน 2 บล็อกได้แก่ 2.0 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 231 แรงม้า แรงบิด 360 นิวตันเมตร และรุ่น 1.5 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 169 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนสองล้อ และแบบ 4 ล้อ พร้อมทางเลือกเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เกียร์อัตโนมัติ แบบดูอัลคลัทช์ทั้ง 6 สปีด และ 7 สปีด

3.MG eZS อเนกประสงค์ไฟฟ้า
เป็นการเพิ่มสีสันให้ MG ZS ด้วยการเปิดตัว MG eZS มีโอกาศเข้าไทยสูงซึ่งสามารถวิ่งได้ 428 กม./ชาร์จหนึ่งครั้ง ภายนอกเหมือนเดิมทุกอย่าง แตกต่างตรง ล้ออัลลอยสีทูโทนดีไซน์เฉพาะขนาด 16-17 นิ้ว และสัญลักษณ์ Net Green
สำหรับรถปิกอัพคงหนีไม่พ้น แม็กซัส ที 60 ในตลาดจีนซึ่งเป็นปิกอัพแบบ 4 ประตู ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.8 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร,
และเครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบ 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 136 แรงม้า และตัวแรง เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 224 แรงม้า ระบบส่งกำลังมี 3 แบบเช่นกัน เกียร์ธรรมดา 5 สปีด, 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด



ขอบคุณที่มาจาก : car250.com

5
   ต้องบอกว่าปีนี้เทรนด์ของรถ  SUV กำลังมาแรง เฉพาะแค่ช่วงปี  2015 และ ต้นปี  2016 นี้  ค่ายรถยนต์ต่างๆ ก็ทยอยเปิดตัวรถ SUV ออกสู่ตลาด อย่างต่อเนื่อง  แบรนด์ไหนแจ่มแบรนด์ไหนจบ งานนี้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสิน  แต่ตอนนี้ ใครที่กำลังมองหา หรืออยากจะเปลี่ยนมาใช้รถ SUV  สักคัน วันนี้เราคัดมาให้ 2 ตัวล่าสุดในตลาด MAZDA CX5  ที่เปิดตัวไปแล้วและ MG GS ที่แว่วๆ ว่ากำลังจะเปิดตัวตามกันมาในอีกไม่กี่วัน  ก่อนตัดสินใจลองไปสัมผัสของจริงก่อนเทใจเลือกสักคันมาเป็นรถคู่ใจของคุณ

          เริ่มต้นจาก MAZDA CX5 รถอเนกประสงค์สัญชาติญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกันดี เพราะติดตลาดในบ้านเรามานาน จุดเด่นแรกที่ต้องพูดถึงอยู่ที่ดีไซน์ภายนอก Mazda CX-5 สปอร์ตครอสโอเวอร์ตัวล่าสุดจากมาสด้า จัดเป็นรถรุ่นแรกในเจนเนอเรชั่นที่ 6 ของมาสด้า ที่เลือกใช้คอนเซ็ปต์ “โคโดะ ดีไซน์” ในการออกแบบ สะท้อนความสปอร์ตแบบจัดเต็ม

          จุดเด่นในด้านอื่น คือ เทคโนโลยี SKYACTIV ที่ช่วยให้รถแรง มีประสิทธิภาพ และการใช้งานที่หลากหลายขึ้น เพราะมีเครื่องยนต์ให้เลือกถึงสามขนาด 2.0 ลิตร 2.2 ลิตร และ 2.5 ลิตร เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร จะส่งกำลังสูงสุดที่ 165 แรงม้า ในขณะที่เครื่องยนต์ที่แรงสุดขนาด 2.5 ลิตร จะส่งกำลังสูงสุดที่ 192 แรงม้า

          ถึงเครื่องจะแรง แต่ยังคงเน้นอัตราการเผาผลาญน้ำมันที่สมเหตุสมผลเพียง 16.6 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ MAZDA CX5 รถอเนกประสงค์จากญี่ปุ่น ยังคงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชื่นชอบรถยนต์อเนกประสงค์

MG GS

          อีกค่าย ที่แว่วๆ ว่าจะออกสู้ศึกในตลาด SUV  คือ   MG  GS   ของค่าย MG กำลังจะเปิดตัวตามกันมาติดๆในอีกไม่กี่วัน   แม้จะเป็นแบรนด์ใหม่ในตลาดไม่นาน แต่แค่เกริ่นๆ  ว่าจะเปิดตัวก็เริ่มมีคนถามหากันอยู่ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะ กลุ่ม MG Lover   MG GS เป็นรถ  SUV สัญชาติอังกฤษสุดเท่  ที่คนรัก SUV คงต้องจับตาคอยดูรถจริงที่จะออกสู่ตลาดเร็วๆนี้ ว่าจะมีหน้าตา สเปค และราคาอย่างไร

          รถต้นแบบที่มาโชว์ตั้งแต่งาน Motor Expo ปีที่แล้วกับภาพที่ปล่อยออกมาในเว็บไซต์ต่างๆ  MG GS มีหน้าตาที่น่าสนใจและชวนหลงใหลไม่ใช่น้อย   แต่ขึ้นชื่อว่า MG แล้ว จุดขายหลักคงไม่พ้นเรื่องความแรงของเครื่องยนต์  แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ข่าวต่างๆที่ปล่อย ลือกันมาตลอดว่า ตัวนี้มาพร้อมขุมพลัง เครื่องยนต์  2.0 ลิตร กับ แรงม้าพุ่งทะลุ ไปถึง  218  แรงม้า  และเชื่อว่าช่วงล่างคงได้ DNA ความหนึบ ไม่ต่างจากพี่น้องจากค่ายเดียวกัน 

         ไฮไลท์ของรถ MG ทุกรุ่นคือ เทคโนโลยีสื่อสารอัจฉริยะอย่าง inkaNet ที่ต้องมาดูว่าจะฉลาดจริงได้ขนาดไหน  MG GS จะจัดเต็มกับฟีจเจอร์อะไรมาบ้าง  และราคาที่จะประกาศออกมาจะสั่นสะเทือนวงการ SUV อีกครั้งได้มากน้อยขนาดไหนคนที่มองหา SUV คงต้องรอดู   

          ปีนี้ตลาดรถ SUV น่าจะคึกคักกันตั้งแต่ต้นปี ใครจะมีหมัดเด็ดอย่างไรต้องคอยจับตา  แต่ที่แน่ๆ คนชอบ SUV คงถูกใจสักรุ่นแน่นอน



ขอบคุณที่มาจาก : sanook.com

6
MG GS มีปัญหาและข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง คุ้มค่าแค่ไหนถ้าตัดสินใจซื้อ เป็นคำถามที่มักเกิดขึ้นในใจของหลายๆคนที่อยากซื้อรถ SUV คันนี้ซึ่งวันนี้เรารวบรวมข้อคิดเห็นจากหลากหลายแหล่งข้อมูล มาให้คุณได้ลองพิจารณากัน

MG GS สปอร์ต SUV แบบครบเครื่องที่ราคาเอื้อมถึงได้ หลังจากเปิดตัวไปตั้งแต่ปลายปี 2016  ในรุ่น MG GS 2.0 Turbo เคาะราคาล้านต้นๆ ซึ่งราคาอาจยังไม่โดนใจกอรปกับเป็นน้องใหม่ ทำให้หลายคนเกิดความลังเล ทั้งคุณภาพ สมรรถนะ และการบริการของศูนย์ ต่างๆนานา ทำให้ MG ได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธมาเรื่อยๆจนกระทั่งสามารถครองใจนักขับได้พอสมควรในขณะนี้ โดยมีด้วยกัน 4 รุ่น คือ

• MG GS เอ็มจี จีเอส 1.5T รุ่น D 2WD ราคา 890,000

• MG GS เอ็มจี จีเอส 1.5TX รุ่น X AWD ราคา 990,000

• MG GS เอ็มจี จีเอส 2.0T รุ่น D 2WD ราคา 1,210,000

• MG GS เอ็มจี จีเอส 2.0T รุ่น X AWD ราคา 1,310,000

ซึ่ง MG GS กล่าวได้ว่าเป็น SUV ที่มีออพชั่นต่างๆครบครัน ระบบความปลอดภัยที่นิยมกันทาง MG GS ก็ติดตั้งมาให้ อีกทั้งการดีไซน์ตัวถังยังโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะ จึงทำให้แย่งส่วนแบ่งในตลาดจากค่ายใหญ่ได้บ้างพอสมควร สำหรับวันนี้เราจะมารีวิวข้อคิดเห็นต่างๆทั้งจุดเด่นที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ จุดด้อยที่ควรปรับปรุง จากหลายๆแหล่งข้อมูล

วิจารณ์เกี่ยวกับภายนอก
รถยนต์ MG GS ได้รับการออกแบบโดยชาวอังกฤษ  Anthony Williams-Kenny  ณ ศูนย์ UK Technical Centre เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ ภายใต้แนวคิด Brit Dynamic เน้นความโฉบเฉี่ยว ผสมผสานกับเส้นสายแบบ Diamond Flow Design เรียบหรูสไตล์อังกฤษอย่างแท้จริง เพิ่มความสว่างด้วยไฟหน้า Projector HID ที่มีระบบหัวฉีดน้ำล้างไฟหน้าแบบรถยุโรป หลังคา Sunroof  เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ไฟท้าย LED ดีไซน์สปอร์ต ไม่ซ้ำใคร มาพร้อมกับล้ออัลลอยด์ ดีไซน์ Diamond Cut 18″ Bicolour โดยมีผู้แสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้

ความคิดเห็นที่ 1

“ ดีไซน์ภายนอกสวยดี แต่น่าจะมีบันไดข้างมาให้”

ความคิดเห็นที่ 2

“ประตูเปิดเข้ายากไปนิด”

ความคิดเห็นที่ 3

“ชอบตรงที่มีระบบฉีดน้ำล้างตรงไฟหน้าให้ด้วย”

ความคิดเห็นที่ 4

“ตัวถังดูอ้วนๆไปหน่อย กระจกมองข้างเลยปรับมองไม่ชัด”

วิจารณ์เกี่ยวกับภายใน
การตกแต่งภายในเรียบหรู ด้วยวัสดุสีดำ Piano Black การออกแบบรูปทรงภายในรวมทั้งการจัดวางปุ่มต่างดูกลมกลืน ส พวงมาลัยสามก้านมัลติฟังก์ชั่น ปรับระดับแบบ Telescopic พร้อมระบบ Cruise Control มี Paddle Shift หลังพวงมาลัย ช่วยสำหรับเปลี่ยนเกียร์ให้เร็วได้ดังใจ หน้าจอหลักระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่มีระบบนำทางในตัวและเทคโนโลยีสุดล้ำ  inkaNet  ที่ทำให้สามารถควบคุมรถผ่านสมาร์ทโฟนได้  ขับพลังเสียงด้วยลำโพง 8 ตัว สามารถเชื่อมต่อ USB , Bluetooth ได้ มีช่องชาร์ไฟขนาด 12 โวล์ว สะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ เบาะหน้าปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง ส่วนเบาะหลังสามารถพับได้ 60 : 40 เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภายในห้องโดยสารไว้ดังนี้

ความคิดเห็นที่ 1

“คุณภาพเสียงของลำโพงยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

ความคิดเห็นที่ 2

“การเชื่อมต่อ Bluetooth บางครั้งก็ค้าง ”

ความคิดเห็นที่ 3

“ น่าจะมีเครื่องเล่น CD ให้ด้วย”

ความคิดเห็นที่ 4

“ก้านสวิตช์ Cruise Control อยู่ในมุมอับใช้งานยาก”

ความคิดเห็นที่ 5

“รุ่น 1.5 Turbo น่าจะมีระบบตรวจเช็คแรงดันลมยางมาให้ด้วย ”

ความคิดเห็นที่ 6

“ติตรงคอนโซลตรงกลาง กับหน้าปัด ผมไม่ค่อยชอบสไตล์นี้เท่าไหร่ วัสดุตกแต่งภายใน Look Cheap ไม่สมกับการดีไซน์ด้านนอก”

ความคิดเห็นที่ 7

“ ห้องโดยสารเก็บเสียงไม่ค่อยดี โดยเฉพาะตอนขับ 110 กม./ชม. ”

ความคิดเห็นที่ 8

“สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง และเครื่องปรับอากาศ ดูสวย แต่ปุ่มมีขนาดเล็กอีกทั้งอยู่รวมกัน ใช้งานยาก ต้องละสายตาเพื่อปรับเปลี่ยนปุ่มซึ่งอาจเกิดอันตรายขณะขับขี่ได้”

วิจารณ์เกี่ยวกับเครื่องยนต์
MG GS มีให้เลือกสองแบบ คือ

• เครื่องยนต์ Turbo 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 5,300 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 2,500-4,000 รอบต่อนาที ทำอัตราเร่งจาก 0-100 Km/h ภายใน 8.0 วินาที  สามารถรองรับน้ำมัน E85 อีกทั้งยังปล่อยไอเสียต่ำ ผ่านมาตรฐาน มอก. 2540-2554 (หรือเทียบเท่ามาตรฐาน 4 ยูโร) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ TST 6 สปีด

• เครื่องยนต์ Turbo 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700 – 4,400 รอบต่อนาที ทำอัตราเร่งจาก 0-100 Km/h ภายใน 10.37 วินาที  รองรับเชื้อเพลิงสูงสุดได้ถึง E85 เช่นกัน ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ TST 7 สปีด

ทุกรุ่นใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบ Macpherson Strut และช่วงล่างหลังอิสระแบบ Multi-Link สำหรับด้านขุมพลังมีผู้แสดงความคิดเห็นดังนี้

ความคิดเห็นที่ 1

“รุ่น Turbo 1.5 ขับสนุกดีประมาณหนึ่ง แต่ต้องรอรอบช่วงเวลาสั้นๆก่อนเครื่องถึงจะเร่งพุ่งดี”

ความคิดเห็นที่ 2

“ยังมีอาการกระตุกตอนเปลี่ยนเกียร์อยู่ แต่น้อยลงกว่า MG รุ่นอื่นๆ”

ความคิดเห็นที่ 3

“เวลาเดินเครื่องเบา หรือปล่อยรถไหลแบบตอนรถติด แล้วเหยีบคันเร่งรถจะชอบกระตุก”

ความคิดเห็นที่ 4

“ช่วงล่างหนึบ เข้าโค้งดีมาก”

ความคิดเห็นที่ 5

“ลองขับดู  ใช้ได้เลยนะ อัตราเร่ง ไม่ขี้เหร่ครับ ไม่อืดแบบที่คิดไว้”

ความคิดเห็นที่ 6

“ระบบเกีย และสมองกล ช้ามาก กระตุก เปลี่ยนเกียไม่สมูท และค่อนข้างสับสน”

ความคิดเห็นที่ 7

“เครื่องแรงแซงมั่นใจ (มาก) ช่วงล่างไม่ขี้เหร่ ขับเร็วมีเสียงลมเข้าพอประมาณ (ในระดับที่พอรับได้) เบรคดีเหยียบแล้วมั่นใจ”

วิจารณ์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัย
สำหรับด้านระบบความปลอดภัย MG GS ถือว่าทำได้ดีทีเดียว มีถุงลมนิรภัย 4 จุด (คู่หน้าและด้านข้าง) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ทั้ง 5 ที่นั่ง พร้อมจุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX บนเบาะหลังทั้ง 2 ฝั่ง นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยอื่นๆ เช่น ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบช่วยกระจายแรงเบรก  ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล   ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง  ระบบควบคุมการทรงตัว  ระบบป้องกันการลื่นไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง  ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัตโนมัติ   ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิกเบรกให้เหมาะสม  ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน  ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์  ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน  ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง  และระบบเบรกมือไฟฟ้า ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้

ความคิดเห็นที่1

“ระบบความปลอดภัยติดตั้งมาให้เยอะดี”

ความคิดเห็นที่ 2

“ระบบเบรกดี เหยียบเป็นอยู่”

ความคิดเห็นที่ 3

“ตัวถังหนาดี เซลล์ใช้มือทุบให้ดูเสียงทึบมาก”

สรุป
จากความคิดเห็นทั้งหลาย กล่าวได้ว่า MG GS เป็น SUV ที่ดีในระดับหนึ่ง โดดเด่นในเรื่องเครื่องยนต์ มีอัตราการเร่งที่ดี ช่วงล่างแน่น เข้าโค้งดี ระบบความปลอดภัยครบครัน แต่ที่เป็นจุดด้อยควรปรับปรุงที่สุดคือเกียร์ โดยมักมีอาการกระตุกมาให้เห็นเป็นระยะ รองลงมาคือระบบเทคโนโลยีที่ยังติดขัด งงงง ไม่รวดเร็วดังใจ และการเก็บเสียงในห้องโดยสารที่ยังทำได้ไม่ดีพอ ส่วนด้านอื่นๆอยู่ในระดับพอรับได้ไม่น่าเกลียดเกินไป เมื่อเทียบกับราคาที่ถูกกว่าค่ายอื่นมากมายถือว่าคุ้มค่าพอสมควรครับ



ขอบคุณที่มาจาก : khaorot.com

7
เอ็มจี เปิดตัวเอสยูวีตัวใหม่ “เอชเอส” มาทำตลาดแทนจีเอสที่ยุติการจำหน่ายเรียบร้อย เคาะราคาสะเทือนวงการเริ่มต้น 919,000 บาท ตั้งเป้าขายเดือนละหนึ่งพันคัน พร้อมส่งมอบต้นเดือนตุลาคม รับปีนี้ยอดขายไม่ถึงเป้าหมาย เหตุกระบะใหม่ต้องเลื่อนการส่งมอบ คาดพฤศจิกายนลูกค้าได้สัมผัส

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ เอ็มจี เอชเอส ซึ่งจะมาทำตลาดแทนที่รถยนต์รุ่น จีเอส ที่เลิกผลิตไป โดยตั้งเป้าหมายการจำหน่ายรุ่นนี้ไว้ที่ หนึ่งพันคันต่อเดือน

เอ็มจี เอชเอส มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 919,000 บาท พิเศษสำหรับลูกค้า หนึ่งพันคันแรกที่จองจะได้รับส่วนลดเป็นจำนวนเงิน 34,000 บาท จะสามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นไป คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทย

“ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่นในแบรนด์เอ็มจี เราจึงจัดแคมเปญมอบส่วนลดเงินสดให้กับลูกค้าที่ไว้วางใจเอ็มจี ซึ่งในปีนี้ยอมรับว่า ยอดขายน่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ประกาศไว้เมื่อต้นปี เนื่องจากต้องเลื่อนการส่งมอบรถกระบะรุ่นใหม่ เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์ ออกไป” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ต้องเลื่อนการส่งมอบเนื่องจาก บริษัทฯ จำเป็นที่จะต้องผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานของเอ็มจี เพื่อสร้างความมั่นใจในตัวสินค้า จึงต้องเข้มงวดในแง่ของการผลิตให้มากขึ้น โดยคาดว่าจะริ่มส่งมอบรถกระบะได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในปีนี้ ช่วงหกเดือนแรกมีการขยายตัวอย่างมาก แต่ช่วงสามเดือนล่าสุดที่ผ่านมาตัวเลขมียอดขายลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า มองว่าเมื่อถึงสิ้นปียอดขายไม่น่าจะต่ำกว่ายอดขายของปีที่แล้ว

“เนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ รถยนต์มีการเปลี่ยนรุ่นใหม่ทำให้หลายๆ โมเดลยุติการขายไป ยอดขายจึงหายไปด้วย แต่เชื่อว่ายอดขายจะกลับมาได้ หลังจากที่ค่ายรถยนต์ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนและมีการส่งมอบให้กับลูกค้า โดยยอดขายทั้งปีคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกับปีก่อนที่ 1,040,000 คัน”



ขอบคุณที่มาจาก : mgronline.com

8
บริษัท เอสเอไอ ซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว NEW MG HS ซึ่งเป็น SUV (รุ่นล่าสุด ที่มาในแนวคิดแบบ “ELEGANCE”

พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานระหว่างความหรูหรากับความสปอร์ตอย่างลงตัว การออกแบบภายในโดดเด่นอัดแน่นด้วยฟังก์ชั่นพร้อมความสะดวกสบายที่ครบครันไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยวัสดุภายในให้สัมผัสนุ่ม ไฟในห้องโดยสารแบบ Interactive Ambient Light สามารถปรับโทนแสงภายในห้องโดยสารได้มากถึง 64 เฉดสี  จอกลาง 10 นิ้วแบบ Smart Touchscreen หลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาด 1.1 ตารางเมตร  ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 162  แรงม้า พร้อมยังรองรับ E85  อีกด้วยค่ะ นอกจากทุกท่านยังสามารถขับขี่ได้อย่างยังมั่นใจ กับช่วงล่าง Euro Tuning  Suspension  และระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized System  มากถึง 25 ระบบ รวมถึงกล้องมองภาพรอบทิศทาง Around View monitor แบบ 3 มิติ  และถุงลมนิรภัย 6 จุด และยังมาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่จะทำให้ผู้ขับขี่สามารถสื่อสารกับรถได้อย่างเต็มรูปแบบนั่นเองค่ะ NEW MG HS มีให้เลือกถึง 3 รุ่น 4 สี และพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง 1,000 คนแรกรับส่วนลดเงินสดหรืออุปกรณ์ตกแต่งมูลค่าสามหมื่นสี่พันบาท ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมและทดลองขับได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมเอ็มจี ทั่วประเทศ แล้วมาเป็นครอบครัว เอ็มจีด้วยกันนะคะ



ขอบคุณที่มาจาก : pptvhd36.com




9
หากพูดถึงสมาร์ทคาร์ ก็คงจะไม่มีใครไม่นึกถึงแบรนด์น้องใหม่ไฟแรงอย่าง MG อย่างแน่นอน เพราะได้รังสรรค์เทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ใน MG ZS เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตยุคใหม่

สำหรับรถ MG ZS นั้น ถือเป็น SUV ระดับพรีเมี่ยมเลยก็ว่าได้ ด้วยเครื่องยนต์1.5 ลิตร 114 แรงม้า ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMIC นอกจากนี้ ยังมาพร้อกับความครบครันด้านสมรรถนะ ระบบ การออกแบบ หรือแม้แต่ระบบ Safety ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัยที่ทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียว และถุงลมนิรภัยมากถึง 6 จุด ซึ่งระบบต่างๆนี้เอง ที่ทำให้ MG ZS ได้รับการการันตีถึงคุณภาพนี้ด้วยมาตรฐานจากยุโรป

ในส่วนของรถบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-Smart ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสื่อสารกับรถได้อย่างที่ใจต้องการ ไม่เว้นแม้กระทั่งภาษาไทย จึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า MG ZS นี้ คือรถยนต์อเนกประสงค์ที่ตอบรับทุกรูปแบบของการใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากนี้ การประกอบของ MG ZS เอง เรียกได้ว่าประกอบช่วงล่างมาได้อย่างไม่มีที่ติ โดยการใช้ระบบช่วงล่าง ล่าง EUROPEAN TUNING SUSPENSION ที่ให้การทรงตัวดีเยี่ยมในทุกสภาพถนน

อย่างไรก็ตาม จากการใช้งานจริงของ MG ZS นี้เอง หลายคนก็ยังมองว่าทาง MG ยังทำการบ้านมาได้ไม่ดีพอเท่าที่ควร เพราะยังเจอปัญหาต่างๆ อาทิ

*ระบบ Safety belt หน้าปรับระดับไม่ได้
*พวงมาลัย ชักเข้าออกไม่ได้
*เครื่องโบราณแรงน้อย อืด
*ระบบเกียร์ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ในส่วนของการใช้งานในบางครั้งนั้น ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาของ MG ZS ค่อนข้างมีมากพอสมควร ทั้งที่ปกติแล้วรถประเภท SUV จะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าใดนัก ซึ่งเราจะมารวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมวิธีแก้ไขที่ง่าย สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ไม่ยาก ดังต่อไปนี้

ปัญหาที่ 1 : รถรอบพุ่งเวลาเบรกและชะลอรถ
สาเหตุ

ปัญหานี้มักมีสาเหตมาจากชิฟล็อคเกียร์เกิดอาการบิด หัก ซึ่งผู้ใช้งาน MG ZS ที่เกิดปัญหานี้อธิบายเอาไว้ว่า “ปัญหาใหญ่ที่กำลังเจอกันอยู่ตอนนี้ คือ ตอนเบรคชะลอรถแล้วรถมีอาการรอบพุ่งค่ะ อาการมากน้อยแล้วแต่คัน ที่หนักสุดคือพุ่งชนกำแพงบ้านไปคันนึงแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้สาเหตุที่รอบพุ่งแบบนั้น เซลก็ว่าเป็นเพราะระบบ HAS(HSA) คอลเซนเตอร์ว่าเป็นเพราะการชดเชยรอบในเกียร์ต่ำ ในคลับก็มีบางคันเป็นบางคันไม่เป็นอีก”

การแก้ไข

หลักๆแล้ว หากเกิดปัญหาดังกล่าวนี้ขึ้นมา มีแนวทางการแก้ไขปัญหา 2 แนวทาง คือ:

1. แก้ไขด้วยตนเอง หากมั่นใจแล้วว่ามีปัญหาที่ซิฟล็อคเกียร์แน่นอน เพราะหากมีอาการอื่นๆอยู่แล้วอาจจะเป็นที่ระบบส่วนอื่นร่วมด้วย หากจะแก้ไขด้วยตนเองเพื่อปลดล็อคชิฟเกียร์นั้น สามารถทำได้โดยการแก้ไขที่สายไฟข้างใน เริ่มโดยการถอยเบาะคนขับออกแล้วถอดฝาครอบพวงมาลัยออกก่อน แล้วให้ดึงคันโยกเพื่อปรับระดับพวงมาลัย ซึ่งฝาครอบพวงมาลัยจะมีน็อตยึดอยู่ให้ไขออกทั้งสามตัว และจะต้องจำให้ได้ว่าตัวไหนใส่ตรงจุดใดบ้าง เมื่อคลายหมดแล้วให้ดึงฝาครอบตัวล่างออก ให้สังเกตตรงปลั๊กที่อยู่จุดนั้นออกตัวใดตัวหนึ่ง หากดึงสีเขียวออกจะมีเสียงเตือนเวลาคากุญแจไว้ที่รถ แต่ถ้าหากเป็นสีดำจะไม่มีเสียงดังหากคากุญแจไว้ แต่จะช่วยปลดล็อคชิฟเกียร์ได้ หลังจากนั้นก็ให้ประกอบส่วนต่างๆกลับเหมือนเดิม ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่เข้าใจและรู้จักระบบเครื่องยนต์แล้ว หากเป็นมือใหม่แนะนำให้นำรถไปให้ผู้เชี่ยวชาญแก้ไขจะดีกว่า

2. ติดต่อศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบระบบภายใน โดยเฉพาะการเบรก และชิฟล็อคเกียร์ หากทำการปลดล็อคแล้วก็สามารถกลับมาใช้งานได้ปกติ ซึ่งบางครั้งหากมีอาการอื่นๆร่วมด้วย ก็อาจจะได้แก้ไขไปพร้อมกันเลย หรือในบางกรณี อาจจะต้องรอให้ทางศูนย์บริการตรวจสอบเพิ่มเติมให้เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

ปัญหาที่ 2 : มักมีฝ้าเกาะบริเวณไฟตัดหมอกและไฟท้ายในยามที่ฝนตก
สาเหตุ

โดยทั่วไปแล้ว ปัญหาฝ้าหรือไอน้ำเกาะบริเวณไฟตัดหมอก ไฟเลี้ยว หรือแม้กระทั่งไฟท้ายนั้น ถือเป็นเรื่องที่พบกันค่อนข้างบ่อยพอสมควร แต่มักจะเป็นรถที่ใช้งานมาแล้วมากกว่า 1-2 ปี ขึ้นไป เพราะวัสดุที่ใช้ยึดอาจจะเสื่อมหรือคุณภาพลดลงหลังออกจากโรงงานแล้ว หรือหากซื้อมาได้ไม่นานแต่เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น มักจะมีปัญหามาจากการประกอบจากทางโรงงาน ดังเช่นที่ผู้ใช้งานออกมาอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้

"หลังจากลุยฝ่าฝนกระหน่ำมาช่วงงามวงศ์วาน...เมื่อสักครู่....น้องฝ้าก็ครับมาอีกครั้ง อันนี้สังเกตจะมีฝ้าที่ไฟตัดหมอกล่างด้วยนะครับ...ส่วนไฟท้ายหลังก็มีบ้างเช่นกันนะครับพี่น้องทุกท่าน...."

ว่า "เมื่อวานไปแล้วเคลมไม่ได้ค่ะช่างบอกถ้าเปิดไฟครบทุกตวงทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วไม่หายถึงเคลมให้ค่ะ แบตหมดก่อนพอดี ช่างบอกเป็นทุกคัน เป็นทุกดวง ตั่งแต่ล้างรถก่อนส่งมอบลูกค้า นี่คือคำตอบที่ได้มาจากศูนย์บริการค่ะ"

การแก้ไข

สำหรับการแก้ไขเบื้องต้นนั้น สามารถทำได้โดยการถอดโคมไฟหน้ารถแล้วนำมาซีลใหม่ทับของเดิม ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้อาการเหล่านี้หายไปทันที บางครั้งอาจจะกลับมาเป็นซ้ำอีก เนื่องด้วยสภาพอากาศที่มีความชื้น แต่ถ้าหากปล่อยไว้โดยไม่ถอดมาซีลใหม่ อาจจะทำให้ไอน้ำซึมเข้าไปที่กล่องบัลลาสของซีนอนที่อยู่ใต้โคมและสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นได้อีก

ในขั้นต่อไปในการแก้ไขปัญหา สามารถทำได้โดยการถอดโคมไฟหน้ารถออกมาล้าง ซึ่งระหว่างที่ล้างให้สำรวจไปด้วยว่าน้ำเข้าตรงไหนได้บ้าง หากพบรอยรั่วตรงไหน เมื่อแห่งแล้วให้ใช้ซิลิโคนอุดรอยรั่วตรงนั้น หรือหากเจอรอยแตกร้าว บริเวณที่หัวโคม ให้ถอดออกมาแล้วใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ที่ละเอียดที่สุดขัดแล้วเช็ดให้สะอาด จากนั้นใช้ปืนกาวยิงยางแต้มไปที่รอยร้าว  แล้วปล่อยให้แห้งสนิท จึงสามารถนำมาประกอบใช้ได้ แต่ถ้าหากพบรอยร้าวที่บริเวณขอบยาง ให้แกะแป้นยางเดิมออกจากโคมไฟหน้ารถ แล้วเช็ดแป้นยางนั้นให้สะอาดก่อนจึงค่อยนำซิลิโคนหลอดแบบนิ่มสามารถกันน้ำได้ มาหยอดรอบๆ โคมไฟหน้ารถกับยางเดิม แล้วใส่ยางเดิมกลับเข้าไปใหม่อีกครั้งก็สามารถทำให้ไอน้ำหรือฝ้าหายไปได้

สรุป
สำหรับปัญหาของ MG ZS ที่เกิดขึ้นนั้น บางอย่างก็สามารถแก้ไขได้ทันที อาจจะด้วยการซ่อมแซม หรือการปรับแก้ในส่วนที่มีปัญหา หากไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่มากนัก แต่ถ้าหากเป็นปัญหาที่ค่อนข้างหนัก และแก้ไขได้ยาก อย่างเช่น ปัญหาความขัดข้องภายในเครื่องยนต์ ก็อาจจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เพราะหากแก้ไขเองอาจจะทำผิดได้ เพราะระบบภายในนั้นต้องผู้ที่มีความชำนาญและอุปกรณ์ที่ครบครันจึงจะสามารถกระทำได้นั่นเอง


ขอบคุณที่มาจาก : khaorot.com


10
MG3 เป็นรถยนต์ที่มีความแปลกใหม่สำหรับคนไทย จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีทั้งคนที่ชอบ และแอนตี้ อันนี้ต้องมาดูกันดีกว่า ว่าผู้ใช้จริงมีความคิดเห็นอย่างไร ในเรื่องนี้

MG3 เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่เคยได้ยิน หรือเห็นรถยนต์รุ่นนี้ในเมืองไทยมากนัก เพราะพึ่งเข้ามาทำตลาดในบ้านเราแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ถือว่ายังเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ใหม่มากสำหรับเมืองไทย แต่ข่าวดีก็คือ แบรนด์นี้มีโรงงานผลิตอะไหล่ในบ้านเรา ทำให้หมดปัญหาเรื่องการหาอะไหล่ซ่อมแซมแน่นอน แต่จะมีปัญหาเรื่องอื่นๆ หรือเปล่า อันนี้ต้องมาดูกันดีกว่า ว่าผู้ใช้จริงมีความคิดเห็นอย่างไร ในเรื่องนี้

จุดเด่นของ MG3

การออกแบบภายนอก ต้องยอมรับจริงๆ ในเรื่องของการออกแบบของ MG เพราะไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน ล้วนแล้วแต่มีความสวยงาม และมีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ และฉีกแนวการออกแบบของซิตี้คาร์อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ด้วยขนาดที่ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป และเป็นรถยนต์ที่มีความเป็นรถสปอร์ตในตัวเองค่อนข้างมาก เรียกได้ว่า หากขับออกไปข้างนอก จะต้องมีคนหันมองอย่างแน่นอน

ช่วงล่างแน่นขับเร็วไม่มีแกว่ง ในขณะที่หลายคนมีความสงสัยเกี่ยวกับ สมรรถนะของ MG3 แต่เสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่ใน Pantip.com นั้น ค่อนข้างไปในทางเดียวกันในเรื่องของความหนึบของช่วงล่าง ทำให้เมื่อเทียบกับรถอีโคคาร์ และซิตี้คาร์เจ้าอื่น ค่อนข้างจะเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นขาซิ่ง ที่ชอบขับรถแบบเหยียบเต็มแม็กซ์ ไม่ผิดหวังแน่นอน แต่สำหรับในจุดนี้ หลายคนก็มองว่าเป็นจุดด้อยเหมือนกัน เพราะด้วยน้ำหนักที่มากขึ้น เมื่อเทียบกับอีโคคาร์อื่นๆ ทำให้อัตราการกินน้ำมันดูเหมือนมาก แต่หากมองเทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์ จะพบว่า ในรถรุ่นที่มีน้ำหนักที่เบากว่า กลับกินน้ำมันเท่ากัน ซึ่งนั่นหมายความอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรถยนต์ เหล่านั้น มากกว่า MG3 อยู่พอสมควร

ประหยัดน้ำมันได้ดั่งใจ เพราะเป็นรถยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้กับการขับขี่ในเมืองเป็นหลัก เรื่องของการประหยัดน้ำมัน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ซึ่งในจุดนี้เอง MG3 ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกผิดหวัง เพราะสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้มากถึง 9.85 กิโลเมตร/ลิตร แถมยังใช้แก๊ซโซฮอลล์ E20 ในการขับเคลื่อน ซึ่งนอกจากจะเป็นการประหยัดแล้ว ยังจัดว่าเป็นรถยนต์ รักษ์โลกอีกหนึ่งรุ่นที่ห้ามมองข้าม

เมื่อมีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสีย ซึ่งเจ้าข้อเสียเหล่านี้ ทำให้หลายคนตัดสินใจที่จะไม่ซื้อ MG 3 เลยด้วยซ้ำ มาดูกันดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง และร้ายแรงขนาดไหน

ปัญหาที่พบจากคนขับ MG3

ระบบเกียร์ใช้งานยาก เนื่องจากเกียร์ของ MG3 นั้นเป็นเกียร์แบบ Selematic หรือเกียร์กึ่งอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันแทบจะไม่มีรถยนต์รุ่นอื่นๆ ใช้งานเลย เนื่องจากคุณสมบัติของเกียร์นี้ หากใช้ไม่เป็น อาจจะทำให้รถกระตุกได้เป็นพักๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันตั้งอยู่ในโหมดอัตโนมัติ ข้อเสียของเกียร์นี้ ก็คือ หากเป็นจังหวะที่คุณ ขับรถแบบช้าๆ ลากรอบ แบบการขับในเมืองทั่วไป จะพบว่ามีการกระตุก จนน่ารำคาญไม่น้อย แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบเกียร์แบบแมนนวล สำหรับคนที่เคยขับแบบเกียร์ธรรมดา จะช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายกว่า และทำความเร็วได้ดั่งใจกว่าด้วย

พวงมาลัยหนักมาก นอกจากน้ำหนักของรถแล้ว MG3 ยังมีปัญหาในเรื่องของน้ำหนักพวงมาลัยด้วย อาจจะเป็นเพราะ ทางผู้ผลิตต้องการที่จะทำให้รถเป็นรถราคาอีโคคาร์ ในคุณภาพรถยุโรป อะไรหลายๆ อย่าง ก็เลยเป็นยุโรปไปซะหมด ซึ่งปัญหาเรื่องน้ำหนักพวงมาลัยนี้ อาจจะไม่สร้างปัญหา หากไม่อยู่ในจังหวะที่ต้องใช้การหมุนอย่างรัวๆ อย่างการถอยเข้าที่จอดรถในห้าง ที่อาจจะใช้เวลานานกว่าเดิมมาก

เข็มขัดนิรภัย พาดคนละด้านกับรถรุ่นอื่น ถ้าคุณเคยชินกับการ กระโดดขึ้นรถแล้ว ลากเข็มขัดนิรภัย จากด้านซ้ายมาด้านขวา อาจจะงง เล็กน้อย เพราะเจ้าเข็มขัดของ MG3 นั้น ดันเป็นแบบลากจากขวามากซ้ายแทน แต่หากปรับตัวได้ ทุกอย่างก็จะง่าย

หาศูนย์บริการยาก ด้วยความที่ MG3 พึ่งเข้ามาทำการตลาดในบ้านเราไม่นานนัก ทำให้จำนวนของศูนย์บริการ มีน้อย หากรถมีปัญหา อาจจะต้องใช้เวลามากหน่อย เพื่อหาศูนย์บริการใกล้บ้าน และอาจจะโชคร้ายหน่อย ที่หลายๆ จังหวัด ยังไม่มีศูนย์บริการของรถยนต์เจ้านี้เปิดให้บริการเลย

ราคาขายต่อค่อนข้างต่ำ จริงๆ เรื่องของราคา หลายคนอาจจะบอกว่าต้องการซื้อรถยนต์มาเพื่อใช้งาน แต่ในวันข้างหน้าหากคุณ จำเป็นต้องขายไป บอกได้เลยว่า ราคาหายไปเป็นแสน เมื่อเทียบกับรถญี่ปุ่น ที่เวลาขายต่อได้ราคาดีกว่ามาก ทั้งนี้ ในอนาคตอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น หากชื่อเสียงของแบรนด์ได้รับการยอมรับในบ้านเรามากขึ้น

สรุป

เรามองว่า MG3 เป็นรถยนต์ที่มีความแปลกใหม่สำหรับคนไทย จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีทั้งคนที่ชอบ และแอนตี้ เหนือสิ่งอื่นใด เราก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่า ระบบเกียร์ Selematic ที่ทางแบรนด์บอกว่าเป็นเอกลักษณ์นั้น ไม่ค่อยเหมาะสมนักกับการที่จะนำมาใส่ในรถยนต์ ที่เป็นซิตี้คาร์ สำหรับวิ่งในในเมือง เพราะมันค่อนข้างสร้างปัญหาให้กับคนที่ไม่คุ้นชินเป็นอย่างมาก แต่หากคุณเข้าใจในคอนเซปต์ของเกียร์ และการออกแบบของรถยนต์รุ่นนี้ Khaorot.com เชื่อว่า คุณน่าจะสนุกกับมันได้อย่างไม่ยากเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเปลี่ยนรูปแบบของการขับขี่ มาเป็นแบบควบคุมทุกอย่างด้วยมือ คุณจะรู้สึกได้เลยว่า โลกทั้งโลกในรถของคุณ มือคุณเองกำหนดได้


ขอบคุณที่มาจาก : khaorot.com

11
พูดกันตรงๆ ว่าปี 2017 นับเป็นปีแห่งความหวังของค่ายรถยนต์ของเมืองไทย หลังจากที่ตกอยู่ในสภาพกระอักเลือดมายาวนานกว่า 5 ปี นับตั้งแต่นโยบายประชานิยม “รถคันแรก” ที่สูบเอาความต้องการใช้รถในอนาคตมาใช้เสียเกือบหมด ซึ่งหลายค่ายก็ประเมินว่าปีนี้รถยนต์จะกลับมาทะลุ 800,000 คันแน่นอน (หลังจากที่รอคอยหลายปีก็ไม่เกิดขึ้นสักที)

และหากคุณพอจะอ่านข่าวรถยนต์ผ่านตามาบ้าง ก็จะเห็นว่ายังมีรถยนต์อยู่รุ่นหนึ่งที่สามารถแหวกวิกฤตเติบโตได้ นั้นคือ “รถเอสยูวี” รถลูกผสมระหว่างกะบะและรถเก๋ง สิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมก็มาจากความปราดเปรียว ดีไซน์สวยงามแบบรถเก๋ง แต่ก็มีเครื่องยนต์ที่แรงแบบรถกะบะ จึงทำให้ผู้ใช้งานกว่า 90% เป็นคน Gan X และ Gan Y

 ล่าสุด “MG” แบรนด์ที่บอกว่าตัวเองมาจากเกาะอังกฤษ (ใช่ต้นกำเนิดมาจากอังกฤษ แต่ปัจจุบันเป็นอาตี๋ลุกครึ่งไทย – จีน เพราะอยู่ภายใต้ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ ซีพี จำกัด ที่มี SAIC จากจีนได้ถือหุ้น 51% และ CP จากไทยแลนด์ 49%) ไม่รอช้าขอเปิดศึกรถเอสยูวีอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว MG ZS ที่แบรนด์บอกว่าเป็นสมาร์ทคาร์คันแรกของไทย

BizPop จึงอยากพาผู้อ่านมารู้จักกันว่า MG ZS ที่ว่า สมาร์ทคาร์ นะคืออะไร ?

1. i-SMART เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบสามารถควบคุมสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) จากสมาร์ทโฟนซึ่งผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน

 2. MG ZS ถูกเอ็มจีวางเป้าหมายการพัฒนาให้เป็น ‘สมาร์ทคาร์’ หรือ ‘รถยนต์อัจฉริยะ’ รุ่นแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยี i-SMART สามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ภายในรถยนต์ ด้วยการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ซึ่งที่ผ่านมาระบบอื่นๆ จะต้องสั่งงานด้วยภาษาอังกฤษ (เหมาะกับคนที่อ่อนแอด้านภาษาอังกฤษอย่างเจ้ยิ่งนัก) โดยใช้เวลาพัฒนากว่า 4 ปี อย่างไรก็ตามระบบสั่งงานด้วยภาษาไทยยังสมบูรณ์แค่ 90% ยังมีส่วนอื่นๆ ที่ต้องพัฒนาอยู่นิดหน่อย

3. หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาคือ ทรูมูฟ เอช ทำให้รถคันนี้จะถูกติดตั้งซิมของทรูมาเลย และใช้อินเทอร์เน็ต 4G ตามความเร็วสูง พร้อมโทรฟรีทุกเครือข่าย 50 นาทีต่อเดือน ฟรี 5 ปีแรก หลังจากนั้นก็ต้องจ่ายค่าบริการ ส่วนใครไม่อยากใช้ ทรูมูฟ เอช แต่ต้องการใช้เอไอเอสหรือดีแทค ขอบอกว่าหมดสิทธิ์ เพราะตัวรถถูกออกแบบมาให้ใช้กับซิมแบบเฉพาะเท่านั้น ซิมแบบที่เราใช้กันอยู่เอาไปใส่ไม่ได้นาจา

4. ออกราคามาได้เร้าใจด้วย โดยมีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น C ราคา 679,000 บาท, รุ่น D ราคา 729,000 บาท และ รุ่น E ราคา 789,000 บาท โดยรุ่นน้องเล็กสุดจะไม่ได้ฟังชั่น i-SMART ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกันหมดซิคู๊ณณณณณณ

 5. ผู้บริหารบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่รถเอสยูวีถูกตั้งราคาให้ถูกกว่า 800,000 บาท เพราะต้องการเข้าถึงกลุ่มที่มีเงินน้อยลงมาหน่อยแต่ต้องการขับเอสยูวี เนื่องจากปรกติแล้วราคาจะอยู่ระหว่าง 800,000 – 1,000,000 ล้านบาทโน้น

6. ส่วนยอดขายเอ็มจีในช่วง 10 เดือนที่มา เติบโต 40% คิดเป็นยอดขายเกือบ 10,000 คัน จากเป้าหมายทั้งปี 16,000 คัน หรือโต 100% จากปีก่อนที่ขายได้ 8,000 คัน

7. ผู้บริหารแอบหลุดออกมาว่า 10 เดือนที่ผ่านมายอดขายอาจจะต่ำกว่าเป้า ส่วนสาเหตุนั้นขอไม่บอกแล้วกัน แต่ที่รู้ๆ คือโตมากกว่าตลาดก็แล้วกัน ส่วนอีก 2 เดือนที่เหลือจะพยายามสู้สุดใจให้ทะยานไปถึงเป้าให้ได้ โดยมี MG ZS เป็นรถรุ่นสำคัญที่จะมาช่วยผลักดันยอดขาย



ขอบคุณที่มาจาก : biz-pop.com





12
 รถยนต์อเนกประสงค์ในกลุ่ม B-SUV/Crossover กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมีแววว่าจะโตได้อีกไกล เนื่องจากค่ายรถต่างๆ มีแผนส่งรถยนต์กลุ่มนี้เข้ามาชิงส่วนแบ่งอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ MG ZS ที่เราจะมารีวิวในครั้งนี้นั่นเอง

     MG ZS 2018 เป็นรถอเนกประสงค์แบบเอสยูวีพิกัด 1,500 ซีซี ซึ่งวางตำแหน่งไว้ต่ำกว่า MG GS ในปัจจุบัน ถูกพัฒนาให้พลิกโฉมแบรนด์เอ็มจีรุ่นเดิมๆ ทั้งหมด ชูจุดขายด้วยคีย์เวิร์ดว่า “สมาร์ทเอสยูวี” เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่ไม่เพียงต้องการเดินทางจากจุด A ไปยังจุด B เท่านั้น แต่ยังต้องมีฟีเจอร์เท่ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายด้วย

ปัจจุบัน MG ZS 2018 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ประกอบด้วย รุ่น C, รุ่น D และรุ่น X เป็นรุ่นท็อปสุด แต่ละรุ่นมีราคาต่างกันอยู่ 50,000 – 60,000 บาท

     เมื่อพูดถึงราคา ก็คงนับว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของ MG ZS เลยก็ว่าได้ เพราะรถคันนี้ถูกวางราคายั่วยวนใจเป็นอย่างมาก โดยราคารุ่น C เริ่มต้นที่ 679,000 บาท ตามด้วยรุ่น D อยู่ที่ 729,000 บาท ขณะที่รุ่นท็อปสุดก็มีราคาเพียง 789,000 บาทเท่านั้น ทำให้ MG ZS เป็นรถกลุ่ม B-SUV ที่มีราคาจำหน่ายทั้งตัวเริ่มต้นและตัวท็อปต่ำสุดในตลาดขณะนี้ แถมยังสดใหม่ที่สุดด้วย! แต่นั่นก็แลกมาด้วยอะไรบางอย่างที่เราจะค่อยพูดถึงต่อไป

  MG ZS 2018 ยังคงแนวทางการออกแบบที่เรียกว่า Brit Dynamic อันเป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจีมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ก็ได้มีการปรับปรุงดีไซน์ให้ดูเป็นสากลมากขึ้นเพื่อเอาใจคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีเชื้อชาติจีนมาแต่กำเนิดเพียงอย่างเดียว

     ด้านหน้าถูกติดตั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจนทุกรุ่นย่อย พร้อมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ในรุ่น D ขึ้นมา ขณะที่รุ่น X มาพร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติตามสภาพแสงให้ กระจังหน้ารูปทรง 6 เหลี่ยมดีไซน์ตะแกรงไขว้สีดำช่วยทำให้รถดูดีมีราคามากขึ้น บริเวณกันชนติดตั้งไฟตัดหมอกคู่หน้าในรุ่น D ขึ้นมา พร้อมตกแต่งกันชนด้วยชิ้นส่วนสีดำตามสไตล์รถเอสยูวี

ดีไซน์ด้านข้างถูกออกแบบอย่างเรียบง่าย แต่ก็มีเส้นสายที่ช่วยให้รถดูบึกบึนแข็งแรง โป่งซุ้มล้อถูกตกแต่งด้วยสีดำ พร้อมตกแต่งขอบหน้าต่างประตูด้วยสีเงินเพิ่มความหรูขึ้นอีกนิด ติดตั้งราวหลังคาสีเงินตัดกับตัวรถ ซึ่งลูกค้าสามารถประยุกต์ใช้เพื่อติดตั้งอุปกรณ์เสริมสำหรับวางจักรยาน หรือกล่องอเนกประสงค์เพิ่มเติมได้

ด้านท้ายติดตั้งไฟท้ายแบบ LED ตามสมัยนิยม ที่เปิดประตูท้ายถูกซ่อนไว้ในโลโก้เอ็มจี โดยจะต้องใช้นิ้วกดด้านบนของตัวโลโก้แล้วจึงยกประตูขึ้น กันชนถูกตกแต่งด้วยสีดำและเงินพร้อมไฟตัดหมอกเป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาให้ทุกรุนย่อย

  ในรุ่นท็อปสุด (รุ่น X) ถูกติดตั้งล้ออัลลอยแบบ Bi-colour ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/50 R17 มาให้ ขณะที่รุ่น D ลงมาเป็นล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 205/60 R16

ขณะที่ไฮไลท์สำคัญอย่างพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่ (Panoramic Sunroof) มีให้เลือกในรุ่น X เพียงรุ่นเดียวเท่านั้น โดยตัวซันรูฟมีความยาวไปจนถึงประมาณเสา C-Pillar มาพร้อมม่านกรองแสงสีครีมช่วยกันความร้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าให้ดีควรติดฟิล์มกรองแสงบริเวณกระจกซันรูฟไปด้วยก็จะลดความร้อนเข้ามายังห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งม่านที่ว่านี้สามารถเปิดออกได้จนสุด เพื่อให้ผู้โดยสารด้านหลังสามารถรับแสงแดดหรือมองเห็นภายนอกได้อย่างเต็มที่

 ห้องโดยสารของ MG ZS 2018 ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ ดูโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด ในรุ่น X ถูกตกแต่งด้วยสีทูโทนระหว่างสีเทาดำและน้ำตาลให้ความรู้สึกหรูหรา เบาะนั่งถูกหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ที่ให้ผิวสัมผัสค่อนข้างละเอียดนุ่มนวล และยังมีการบุวัสดุหนังบริเวณแผงประตูทำให้สามารถวางแขนได้อย่างสบาย ไม่แข็งกระด้าง เบาะนั่งคู่หน้าแบบปรับมือสามารถปรับได้ 6 ทิศทาง ฝั่งผู้โดยสารปรับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งด้านหลังสามารถปรับพับแยก 60:40 ได้ แต่ไม่สามารถปรับเอนได้ มาพร้อมพนักพิงศีรษะ 2 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเบาะหลังออกแบบให้มีเว้ารับกับร่างกายอย่างกระชับพอดี ไม่เรียบจนเกินไป ถือว่าเป็นเบาะที่สามารถนั่งโดยสารได้ค่อนข้างสบายหายห่วง

     อย่างไรก็ดี วัสดุที่เป็นพลาสติกบริเวณแผงคอนโซลและแผงประตูยังดูบางและค่อนข้างก๊องแก๊ง ไม่ได้แน่นหนาอย่างที่คิด แต่หากเทียบกับระดับราคาและอุปกรณ์มาตรฐานที่มีมาให้นั้น หากมองข้ามไปบ้างคงจะไม่เสียหายเท่าไหร่นัก

ฝั่งผู้ขับขี่ติดตั้งพวงมาลัยแบบ 3 ก้านดีไซน์อวบกระชับ ออกแบบให้มีเว้ากริปช่วยให้จับได้อย่างกระชับมือ ปุ่มควบคุมฝั่งซ้ายใช้สำหรับควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ฝั่งขวาใช้ควบคุมหน้าจอแสดงผลและปุ่มสั่งงานด้วยเสียง

     มาตรวัดความเร็วขนาดใหญ่สามารถอ่านตัวเลขได้ง่าย คั่นกลางด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ โดยมาตรวัดแสดงปริมาณน้ำมันในถังจะอยู่บนหน้าจอที่ว่านี้ด้วย ขณะที่ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ติดตั้งไว้ทางซ้ายมือหลังพวงมาลัย

  บริเวณคอนโซลกลางถูกติดตั้งหน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน   Bluetooth ได้ พร้อมช่อง USB จำนวน  2 ช่องที่ติดตั้งไว้ใกล้กับช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ และยังสามารถรองรับ Apple CarPlay ได้อีกด้วย

     ไล่ลงมาเป็นปุ่มช็อตคัทสำหรับควบคุมเครื่องเสียง โดยปุ่มหมุนสีเงินใช้สำหรับควบคุมระดับเสียง แต่หากกดปุ่มลงไป จะไม่ใช่การปิดเสียงเหมือนกับรถรุ่นอื่น แต่จะมีหน้าที่เป็นปุ่มโฮมสำหรับกลับไปยังหน้าแรกเหมือนกับสมาร์ทโฟนนั่นเอง โดยที่ปุ่มปิดเสียงจะถูกแยกไว้ต่างหากอีกปุ่มนึง

 รองลงมาเป็นแผงควบคุมระบบปรับอากาศ ซึ่งแม้ว่าหน้าตาจะดูหรูหราเอาการ แต่ระบบปรับอากาศใน MG GS ไม่ใช่แบบอัตโนมัติเนื่องจากเอ็มจีได้ตัดระบบฮีทเตอร์ออกเพื่อให้สามารถทำความเย็นสู้อากาศร้อนระอุในบ้านเราได้อย่างเต็มที่ นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลด้วยว่าทำไมระบบปรับอากาศของรถรุ่นนี้ถึงไม่แสดงอุณหภูมิเป็นตัวเลข แต่จะใช้เป็นแถบสีฟ้าในการบ่งบอกระดับความเย็นแทน

     หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วชุดนี้ ยังมาพร้อมอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เป็นไฮไลท์ของ MG ZS นั่นคือ ระบบสั่งการอัจฉริยะ i-SMART ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงเป็นภาษาไทยได้ ซึ่งการสั่งงานด้วยเสียงสามารถทำได้โดยพูดว่า “ฮัลโหล เอ็มจี” เมื่อระบบมีการตอบสนอง จึงจะสามารถสั่งงานตามที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดซันรูฟ, เปิด-ปิดหน้าต่างฝั่งผู้ขับ, ปรับความแรงลมและอุณหภูมิแอร์, สั่งโทรออก-รับสาย, สั่งงานระบบเครื่องเสียง และสั่งงานระบบนำทาง

 ซึ่งคำสั่งเสียงไม่จำเป็นต้องใช้เป็นคำเฉพาะเจาะจงเหมือนกับระบบสั่งงานด้วยเสียงทั่วไป แต่สามารถใช้คำพูดหรือประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย เช่น "ร้อนจังเลย", “เปิดซันรูฟให้หน่อย” หรือ “อยากฟังเพลง” เป็นต้น

     จากการใช้งานจริงพบว่า ตัวระบบเองยังตอบสนองต่อคำสั่งเสียงได้ไม่ดีเท่าที่ควรนัก และมีอาการ Lag นานพอสมควรก่อนที่ระบบจะเข้าใจคำสั่งและปฏิบัติตาม หรือแม้แต่คำสั่งเริ่มต้นอย่าง “ฮัลโหล เอ็มจี” ก็สั่งติดบ้างไม่ติดบ้าง ซึ่งจุดนี้เอ็มจีระบุว่าจำเป็นต้องให้ระบบมีการเรียนรู้น้ำเสียงของผู้ใช้งานไปสักระยะจึงจะใช้งานได้คล่องมากขึ้น

ขณะที่คำสั่งหลายอย่าง เช่น เปิด-ปิดซันรูฟ, ปรับแรงลมแอร์, เปิดวิทยุ ฯลฯ หากเอื้อมมือไปกดด้วยตัวเองดูเหมือนจะสะดวกรวดเร็วกว่าการสั่งงานด้วยเสียงมาก จนผู้เขียนเองยังคิดว่าระบบสั่งงานด้วยเสียงแทบจะไม่มีประโยชน์เลยหากว่าระบบตอบสนองได้ช้าขนาดนี้ จนกระทั่งเพื่อนร่วมทริปที่นั่งไปด้วยกันบอกว่า ระบบนี้น่าจะมีประโยชน์จริงๆ ในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุใดๆ ที่ทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้ แต่หากยังสามารถใช้เสียงพูด ก็จะกลายเป็นอีกช่องทางในการขอความช่วยเหลือได้ อืม... จริงแฮะ!

     ขณะที่ระบบ i-SMART on Touchscreen จะเป็นการสั่งงานผ่านหน้าจอสัมผัส โดยสามารถใช้งานระบบนำทางพร้อมข้อมูลจราจรแบบ Real-time, ระบบแนะนำร้านอาหารและที่พักบนแผนที่นำทาง, ระบบเลขาส่วนตัว i-Call และระบบโทรออก-รับสายในกรณีฉุกเฉินได้

 ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถโทรออกไปยังคอลเซ็นเตอร์ของเอ็มจี เพื่อให้ค้นหาตำแหน่งร้านอาหารหรือสถานที่ที่เราต้องการไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ลงบนระบบนำทางด้วยตัวเอง จากนั้น ทางคอลเซ็นเตอร์จะส่งโลเคชั่นมาให้บนหน้าจอรถ เราก็เพียงกดเริ่มนำทางเท่านั้นเอง ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่อำนวยความสะดวกได้ดี โดยเฉพาะเวลาค้นหาสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

     นอกจากนั้นยังมีระบบ i-SMART Mobile Application ที่สามารถโหลดแอพลงบนสมาร์ทโฟนทั้ง Android และ iOS เพื่อสั่งงานรถยนต์ได้จากที่ใดก็ตาม ซึ่งสามารถสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเปิดระบบแอร์เพื่อทำความเย็นก่อนขึ้นรถได้, สั่งล็อค-ปลดล็อคประตู, ระบบวางแผนการเดินทาง Travel Plan, ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ และระบบค้นหารถ Find My Car รวมถึงสามารถแสดงสถานะรถและความผิดปกติได้ ขอให้มีสัญญาณ 3G หรือ 4G บนโทรศัพท์เท่านั้น ซึ่งเท่าที่ทดลองใช้งานระบบล็อค-ปลดล็อค และสตาร์ทเครื่องยนต์ ก็ถือว่าไม่มีปัญหาใดๆ เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ครบถ้วน

 สำหรับระบบความปลอดภัยของ MG ZS 2018 ถูกติดตั้งมาให้อย่างครบครัน โดย ZS มีฟีเจอร์ที่เรียกว่า Synchronized Protection System ที่ประกอบด้วยระบบความปลอดภัยถึง 9 ระบบ ได้แก่

•    ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS
•    ระบบกระจายแรงเบรก EBD
•    ระบบเสริมแรงเบรก EBA
•    ระบบควบคุมการทรงตัว SCS
•    ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC
•    ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและลื่นไถล TCS
•    ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS
•    ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS
•    ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อเบรกฉุกเฉิน ESS

     ขณะที่ระบบความปลอดภัยพื้นฐานก็มีให้อย่างครบครัน เช่น ถุงลมนิรภัยรอบคัน 6 ใบ (คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านถุงลม), เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ทั้ง 5 ที่นั่ง, กล้องมองหลัง, สัญญาณกะระยะถอยหลัง และจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX เป็นต้น

 ด้านขุมพลัง MG ZS ถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ VTi-TECH ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ พร้อม Manual Mode มาให้ รองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E85

     ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ติดตั้งพวงมาลัยแบบไฟฟ้า EPS สามารถปรับน้ำหนักได้ 3 ระดับ จากหน้าจอสัมผัสภายในรถ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเช่นกัน

  สำหรับการทดสอบครั้งนี้เป็นเส้นทาง กทม. – ระยอง เพื่อพิสูจน์ว่ารถเกียร์ออโต้ 4 สปีด ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด!

     เมื่อก้าวเข้าไปนั่งในห้องโดยสารของ MG ZS ก็รู้สึกถึงความโอ่โถง ไม่อึดอัด พื้นที่เหนือศีรษะมีอย่างเหลือเฟือ ขณะที่วัสดุและคุณภาพการประกอบก็ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับรถที่มีราคาใกล้เคียงกัน ขณะที่การตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยสีน้ำตาล-ดำ ช่วยสร้างบรรยากาศให้รู้สึกถึงความพรีเมียมอยู่นิดๆ

เรามุ่งหน้าออกจากโรงแรม So Sofitel บนถนนสาทร เพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นทางด่วนบริเวณถนนพระราม 4 ซึ่งแน่นอนว่าการจราจรช่วงสายมีรถอย่างหนาแน่น ซึ่งตัวถังของ MG ZS ก็สามารถซอกแซกไปตามการจราจรได้อย่างราบรื่น แต่อย่างไรก็ดี อาการ Lag ของคันเร่งไฟฟ้าและจังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่เคยพบเห็นมาในเอ็มจีแทบทุกรุ่น ก็คงยังปรากฏให้เห็นใน MG ZS แต่น้อยลงกว่าพอสมควร

     อาการที่พบเจออย่างแรกก็คือ ทันทีที่กดคันเร่งลงไป จะต้องใช้เวลาประมาณ 1 วินาที ก่อนที่เครื่องยนต์จะเริ่มสร้างกำลังให้รถพุ่งไปข้างหน้า ซึ่งแม้ว่าจะเป็นอาการที่พบได้บ่อยในรถยุโรป แต่ก็มักไม่ Lag นานขนาดนี้

     อย่างที่สองคือ ระยะเวลาช่วงรอยต่อระหว่างเปลี่ยนเกียร์ค่อนข้างช้าหากเทียบกับรถปี 2016-2017 รุ่นอื่นๆ แต่โดยภาพรวมรู้สึกว่าการตอบสนองของเกียร์ทำได้ดีกว่า MG ที่รุ่นผ่านมาแทบทั้งหมด

ด้านอัตราเร่งของ MG ZS นั้น แม้ว่าจะไม่ปรู๊ดปร๊าดทันใจ แต่ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้แต่แรก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่านี่คือรถเอสยูวีพิกัด 1.5 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ แถมยังใช้เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ การเร่งความเร็วด้วยระยะคันเร่งประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ตามการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไปนั้น สามารถไต่ระดับไปแตะ 100 กม./ชม. ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่หากเป็นคนเท้าหนักจริงๆ คงต้องหนีไปเล่นเอสยูวีพิกัด 1.8 ลิตรขึ้นไป ซึ่งมีระดับราคาตัวเริ่มต้นเฉียดล้านเข้าไปแล้ว

     สำหรับใครที่กังวลว่าเกียร์ 4 จังหวะ จะสามารถขับออกต่างจังหวัดไหวหรือไม่นั้น เราได้ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วและรอบเครื่องยนต์เอาไว้ดังนี้

     - ที่ 100 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์ 2,500 รอบต่อนาที (เกียร์ 4)
     - ที่ 120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องยนต์ 3,000 รอบต่อนาที (เกียร์ 4)

ซึ่งตัวเลขที่ได้นี้ก็จัดว่าไม่แย่นัก แม้จะเทียบกับเครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ก็ตาม แต่ก็เพียงพอในการขับทางไกลโดยไม่ต้องหักโหมเครื่องยนต์มากจนเกินไป แต่หากเป็นการเร่งแซงนั้น อาจจะต้องกะระยะรถที่สวนมาให้ดีเสียหน่อย เพราะการไต่ความเร็วในช่วงเร่งแซงก็ต้องใช้เวลาพอสมควรอยู่เหมือนกัน

     ด้านช่วงล่างยังคงเป็นจุดเด่นของ MG เพราะตัวรถสามารถซับแรงสะเทือนจากหลุมบ่อ หรือฝาท่อบนถนนได้เป็นอย่างดี แรงสะเทือนเข้ามายังห้องโดยสารค่อนข้างต่ำ ขณะที่การขับขี่ด้วยความเร็วสูงนั้น MG ZS ก็ให้ความมั่นใจได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบางช่วงเราจะใช้ความเร็วถึงระดับ 140 กม./ชม. ช่วงล่างยังคงนิ่งและไว้ใจได้ อาการโคลงมีให้เห็นอยู่บ้างตามสไตล์รถที่มีตัวถังค่อนข้างสูง แต่ก็ยังเก็บอาการได้จนไม่รู้สึกว่าน่าเป็นห่วงอะไรเลย ผมขอถือว่าช่วงล่างเป็นอีกไฮไลท์หนึ่งของ MG ZS เลยก็แล้วกัน

  สรุป MG ZS 2018 ใหม่ เป็นรถกลุ่ม B-SUV ที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นในเรื่องราคาเท่านั้น แต่มันยังมีคุณงามความดีในแบบของมัน ทั้งด้านดีไซน์ที่สวยลงตัว อ็อพชั่นที่ให้มาแน่นเต็มคัน ความอรรถประโยชน์ที่เหนือกว่ารถเก่งทั่วไป และช่วงล่างที่ไว้ใจได้ตามฉบับ MG

     แต่ถึงอย่างไร ก็ยังต้องแลกมาด้วยข้อติบางอย่าง เช่น อัตราเร่งที่เชื่องช้าไปนิด หรืออาการ Lag ของคันเร่งและจังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่มีให้เห็นอยู่บ้าง หากสามารถมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้...

     นี่คือรถเอสยูวีในราคาที่จับต้องง่ายและคุ้มค่าที่สุดในตลาดขณะนี้ครับ



ขอบคุณที่มาจาก : sanook.com

13
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “NEW MG ZS” รถเอสยูวีเพื่อชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ด้วยการติดตั้งระบบอัจฉริยะ i-SMART สามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลก มุ่งตอบสนองการใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทยยุคใหม่ รูปลักษณ์โดดเด่นสะกดสายตาด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) ที่ให้ความหรูหราทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ห้องโดยสารเพียบพร้อมความสะดวกสบาย กว้างขวาง  พร้อมระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System 9 ระบบ ที่ครบครันยิ่งกว่า 

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของการพัฒนา NEW MG ZS คือการนำเสนอ ‘สมาร์ทคาร์’ หรือ ‘รถยนต์อัจฉริยะ’ รุ่นแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ไม่เพียงตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ในแบบที่ไม่เคยมีบริษัทรถยนต์รายใดเคยทำมาก่อน เราจึงติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะใหม่ล่าสุด i-SMARTไว้ในรถยนต์ NEW MG ZS ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ขับสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆภายในรถยนต์ ด้วยการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย รวมถึงรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบด้วยอีกขั้นของความล้ำสมัย สะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือกว่าความคาดหมายของลูกค้า โดยเราคาดการว่า NEW MG ZS จะมียอดจำหน่ายมากกว่า 12,000 คัน ต่อปี”

   NEW MG ZS คือรถยนต์รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบสามารถควบคุมสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) จากสมาร์ทโฟนซึ่งผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ค้นหาจุดหมายอาทิสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ด้วยสมาร์ทเนวิเกเตอร์รวมถึงตรวจสอบสภาพการจราจรได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สอดคล้องกับยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ IoT (Internet of Things)

   นอกจากนี้ ระบบ i-SMART ยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมกับช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ

รูปลักษณ์ของ NEW MG ZS ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดบริท ไดนามิค (Brit Dynamic)ที่มีความทันสมัยมากขึ้นและสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัวและยังคงเอกลักษณ์แบบอังกฤษของเอ็มจี โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ที่นำสายตาสู่เส้นสายบนฝากระโปรงด้านท้าย ไฟท้ายแบบแอลอีดีทิวบ์ (LED tube) เพิ่มสุนทรียภาพในทุกการขับขี่ด้วยพาโนรามิกซันรูฟ การออกแบบด้านข้างเน้นความปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 17 นิ้ว 

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบ โดยเน้นความหรูหราและความสปอร์ตสไตล์รถยุโรป ตกแต่งด้วยสีสันแบบทูโทนและวัสดุ ซอฟท์ทัชที่บริเวณแผงประตู และแผงคอนโซล มอบผิวสัมผัสนุ่มนวลและความสง่างาม มาพร้อมช่องแอร์ดีไซน์เจ็ท เทอร์ไบน์ ที่ฝั่งซ้ายและขวาแบบสปอร์ต มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงผลมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง เบาะที่นั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายปรับได้สองระดับโดยปรับระดับเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ซม. เพิ่มความอเนกประสงค์รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

นอกเหนือจากระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART ที่แสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว NEW MG ZS ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในระดับเดียวกัน ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ปุ่มสตาร์ท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ นอกจากนี้ ยังมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง

NEW MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ DOHC VTi-TECH 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

   เอ็มจี ให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบความปลอดภัยเช่นเดียวกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) เทคโนโลยีปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสาร และระบบ Synchronized Protection System 9 ระบบ ประกอบด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวมทั้งหมด 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์

 ทั้งนี้ NEW MG ZS มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงสกาเลตต์เรด (Scarlet Red) สีฟ้ามารีน่าบลู (Marina Blue) สีเงินซิลเวอร์เมทัลลิก (Silver Metallic) สีขาวอาร์คติคไวท์ (Arctic White) และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight)



ขอบคุณที่มาจาก : restmetalk.com



14
ปัญหาการใช้งาน MG 5 / รวบรวมปัญหารถยนต์ MG5
« เมื่อ: ตุลาคม 13, 2019, 01:28:32 pm »
วันนี้เราได้รวบรวมปัญหาจากผู้ใช้จริงของรถยนต์ MG5 ว่ามีปัญหาอะไรในการขับขี่ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจสำหรับคุณ สำหรับคนที่กำลังมองหาความแตกต่างและความท้าทาย !!

ตลาดรถยนต์กำลังหาความแตกต่าง  และแน่นอนว่าเจ้าใหม่อย่าง MG ก็ต้องหาคาแรคเตอร์รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการของรถรุ่นใหม่ ตาม Concept ที่ว่า  “ก้าวข้ามทุกความท้าทาย สะท้อนนิยามใหม่แห่งการขับขี่ที่แตกต่าง” แต่ด้วยความเป็นรถน้องใหม่ในตลาด แน่นอนที่สุดว่าหลายๆคนกำลังจับตามองสำหรับรถยนต์ที่ออกแบบมาให้มีดีไซน์ที่ทันสมัยและการใช้งานที่เหนือขีดจำกัด  แต่แน่นอนว่าสำหรับความใหม่ ปัญหาอะไรที่พบเจอ และความมั่นคงแน่นนอนสำหรับ MG โดยเฉพาะ MG5 ที่หลายๆคนอยากได้มาครอบครองแต่ยังลังเล วันนี้เราได้รวบรวมปัญหาจากผู้ใช้จริงของรถยนต์ MG5  ว่ามีปัญหาอะไรในการขับขี่ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจสำหรับคุณ สำหรับคนที่กำลังมองหาความแตกต่างและความท้าทาย!!!

มาทำความรู้จักกับ MG5 กันก่อน

รูปแบบของ MG5 ที่เคลมว่าโดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบ (DESIGN) สมรรถนะ (PERFORMANCE) การควบคุม (HANDLING) และความปลอดภัย (SAFETY) เหนือกว่าด้วย COUPE DESIGN โดดเด่นด้วยกระโปรงหน้าแบบ V-SHAPE ผสานกันอย่างลงตัวกับเส้นสายที่โค้งมน เปิดมุมมองใหม่ด้วยหลังคา SUNROOF ที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มทัศนวิสัยให้ดียิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ PROJECTOR พร้อมไฟ DAYTIME RUNNING LIGHTS แบบ LED โฉบเฉี่ยวไร้ขีดจำกัดด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ NEW MG5 ต้องบอกก่อนว่า ในรูปแบบของการดีไซน์นั้น MG5 หรือรถยนต์ MG ทำได้ดีมากทีเดียว เพราะในราคาที่เท่ากับรถรุ่นเดียวกัน แต่มีฟังชั่นและการใช้งานที่โดดเด่น แต่นั่นคือเอกลักษณ์และจุดขายที่ MG5 นำเสนอ แต่ปัญหาท่พบเจอล่ะ

*เบรกดังใน MG5 แค่เสียง หรือระบบมีปัญหา?*

หลายคนประสบปัญหา เบรกเสียงดังใน MG 5 ซึ่งก็ยังแก้ปัญหาได้ไม่ตก  แต่ในการเบรกนั้น จะไม่เกิดเสียงดังหากเหยียบสุด และน่าแปลกที่เกิดเสียงดังเป็นบางครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่อย่างไรก็ตามจากผู้ใช้งานจริงได้บอกเล่า เสียงที่เกิดจากการเบรกไม่ได้มีผลต่อการใช้งานแต่อย่างใด แต่ในจุดนี้คงต้องดูกันไปยาวๆก่อน

*หมุนพวงมาลัย เพื่อเลี้ยวหรือถอยกลับ จะเกิดเสียงหอนดังใน MG5?*

หลายครั้งที่ทำการถอย ทั้งถอยเข้าบ้าน หรือเลี้ยวออกจากบ้าน จะเกิดอาการเสียงหอนแบบดังมาก วิธีการแก้ไขสามารถเข้าศูนย์ให้ช่างขยับแผ่นลองกันเบรค  อาจจะเกิดจากอาการเบียดขณะหักเลี้ยวสุด

*น้ำยาหล่อเย็นหม้อน้ำลดลงไปเยอะ อาการผิดปกติจากหม้อน้ำใน MG5*

อาการน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำหาย อาจเกิดจากอาการ ไม่รั่วนอก ก็รั่วใน หรือน็อตเกิดการหลวมในข้อต่อ วิธีการแก้ไขควรให้ช่างศูนย์ตรวจเช็คอาการหม้อน้ำรั่ว หรือรอยรั่วว่าเกิดบริเวณไหน ขั้นตอนแก้ปัญหาแรกให้เติมน้ำสะอาดเข้าไปก่อน แต่ต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นซะก่อน แล้วรีบทำการแก้ไขก่อนจะเกิดปัญหาอื่นตามมา

*แบตเตอรี่ ใน MG5 อายุการใช้งานสั้นจริงหรือ?*

หลายๆท่านประสบปัญหา แบตเตอรี่ใน MG5 ว่ามีอายุการใช้งานสั้น หรือ เปลี่ยนที่ศูนย์ราคาสูงกว่า อันที่จริงแล้วขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานและการการดูแลเป็นหลักด้วย จริงๆแล้ว แบตเตอรี่ปีเดียวก็เกิดปัญหาได้หากใช้งานหนัก  หากเปลี่ยนข้างนอกแน่นอนว่าราคาก็จะถูกกว่าศูนย์ แต่ต้องเป็นร้านที่ไว้ใจได้ว่าใช้แบตเตอรี่ของจริง แต่หากต้องการความสบายใจ ราคาที่ศูนย์อาจจะสูงกว่าประมาณ 1, 000 บาท แลกมาด้วยความสบายใจก็ยอมได้เพื่อรถสุดที่รักใช่มั้ย?

*ระบบไฟฟ้าใน MG 5 ขึ้น Error กับวิธีการแก้ไข*

ด้วยความ ที่เป็นรถใหม่  ทำตลาดใหม่  ช่างชำนาญการสำหรับศูนย์คงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และแก้ปัญหาแต่ละเคสที่เข้ามาให้แกสำหรับรถยนต์ MG5 หรือ MG รุ่นอื่นๆ ปัญหา Error ของระบบไฟก็เช่นกัน  คงต้องเข้าศูนย์และให้ช่างที่ชำนาญตรวจสอบให้  หากไม่หายคงต้องรอช่างจากโรงงานหรือจากศูนย์ MG ส่วนกลางในการดูแลแก้ไขระบบ แต่ย้ำว่าไม่ได้เป็นในทุกคัน  บางท่านส่วนน้อยอาจจะโชคร้ายเหมือนจับฉลากถูก  อย่างไรก็ตาม เมื่อออกมาแล้ว รักในความเป็น MG แล้ว เชื่อว่าจะต้องมีทางแก้ไขที่ดีต่อไปแน่นอน

สรุป

รถทุกคัน ก็มีสภาพปัญหาแตกต่างกันไป  เพียงแต่ MG5 ยังไม่ใช่รถตลาด  ยังมีศูนย์บริการที่ไม่มากมาย  ยังมีช่างชำนาญการที่กำลังเรียนรู้ระบบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆกัน  คิดอีกแง่มันคือความท้าทายที่น่าสนุก (หรือเปล่า)



ขอบคุณที่มาจาก : khaorot.com





15
ข่าวสารและข้อมูล MG 5 / สเปค All New MG5 2019 – 2020 ราคา
« เมื่อ: ตุลาคม 12, 2019, 02:15:29 pm »
ALL NEW MG5 อีกขั้นแห่งการดีไซน์ที่เหนือขีดจำกัด ก้าวข้ามทุกความท้าทาย

สะท้อนนิยามใหม่แห่งการขับขี่ที่แตกต่าง ภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMIC ที่โดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบ (DESIGN) สมรรถนะ (PERFORMANCE) การควบคุม (HANDLING) และความปลอดภัย (SAFETY) เหนือกว่าด้วย COUPE DESIGN โดดเด่นด้วยกระโปรงหน้าแบบ V-SHAPE ผสานกันอย่างลงตัวกับเส้นสายที่โค้งมน

เปิดมุมมองใหม่ด้วยหลังคา SUNROOF ที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มทัศนวิสัยให้ดียิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ PROJECTOR พร้อมไฟ DAYTIME RUNNING LIGHTS แบบ LED โฉบเฉี่ยวไร้ขีดจำกัด ด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ NEW MG5 พร้อมสะกดทุกสายตาบนท้องถนน
New MG5 เหมากับทุกการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ TURBO ขนาด 1.5 ลิตร แรงสุดที่ 129 แรงม้า  ที่ทำให้คุณมั่นใจทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบจัดเต็มฉบับ MG  ที่มาพร้อมกับ “inkaNet” เทคโนโลยีที่ใช้สื่อสารระหว่างคนกับรถผ่านเครือข่ายทางโทรศัพท์สิ่งอำนวยวามสะดวกนี้ ที่ทำให้คุณได้สะดวกไปทุกเส้นทางของการเดินทางไม่ว่าจะเป็นใกล้หรือไกล MG5 สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตคุณได้ในรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว สปอร์ตครบทุกฟังก์ชั่นตามมาตรฐานรถยนต์ยุโรป

MG5 ใหม่ ตัวถังมีความยาว 4,612 มิลลิเมตร กว้าง 1,840 มิลลิเมตร สูง 1,488 มิลลิเมตร ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,543/1,544 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร ถังน้ำมันจุได้สูงสุด 55 ลิตร

แม้จะเป็นรถยนต์นั่ง 4 ประตูขนาดเล็ก แต่ออกแบบในสไตล์คูเป้ (Coupe Design) โดดเด่นด้วยกระโปรงหน้าแบบ V-Shape ไฟหน้าแบบโปรเจ็คเตอร์ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย พร้อมไฟ Daytime Running Lights (DRL) สะกดทุกสายตา ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ดึงดูดทุกสายตา พร้อมหลังคาซันรูฟที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า จึงทำให้ NEW MG5 เป็นอีกหนึ่งซับคอมแพ็คคาร์ที่ โดดเด่น เพียบพร้อมและคุ้มค่า

NEW MG5 มีเครื่องยนต์เบนซินให้เลือก 2 บุคลิก ทั้งแบบเครื่องยนต์ TURBO 1.5 ลิตร ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 129 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตรที่ 2,000-4,400 รอบต่อนาที มั่นใจได้ในทุกการขับขี่ หรือจะเน้นขับสนุกแบบในเมืองด้วยเครื่องยนต์แบบ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 106 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ทั้ง 2 เครื่องยนต์รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85

NEW MG5 เลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ในรุ่น TURBO 1.5 ลิตร และแบบ 4 สปีด ในรุ่น1.5 ลิตร ปรับเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็ว นุ่มนวลในทุกการขับขี่และยังสามารถปรับเปลี่ยนการขับขี่ให้เป็นแบบ Sport และแบบ Manual เพิ่มความเร้าใจมากยิ่งขึ้น มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension ด้านหน้าแบบ Ultra-Rigid MacPherson Strut ด้านหลังแบบ H-Type Torsion Beam คานขวางแบบ U-Shape ให้การยึดเกาะถนนและการทรงตัวที่ดีเยี่ยม มั่นใจด้วยระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบ LDC (Low Dragging Calipers) ตอบสนองทุกการสั่งการอย่างเฉียบคม

NEW MG5 ออกแบบมาให้มีพื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่เทียบเท่ารถคอมแพ็คคาร์ กว้างขวาง นั่งสบาย เข้าออกสะดวก ด้วยความกว้าง 1,804 มิลลิเมตร ซึ่งกว้างที่สุดในรถรุ่นเดียวกัน พร้อมความสูง 1,488 มิลลิเมตร ให้พื้นที่ว่างเหนือศีรษะ นั่งสบายไม่อึดอัด รวมทั้งการตกแต่งภายในที่ประณีตและใช้งานสะดวก เบาะผู้ขับปรับสูง-ต่ำได้ นั่งสบายและกระชับพอตัว เบาะหลังปรับมุมเอนพนักพิงมาพอเหมาะ มีที่เท้าแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำตรงกลาง พื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะ เพียงพอสำหรับผู้โดยสารที่สูงประมาณ 170-175 เซนติเมตร

ราคา New MG5 2019 – 2020

• New MG5 1.5L รุ่น D ราคา 649,000 บาท
• New MG5 1.5L รุ่น X (Sunroof) ราคา 699,000 บาท
• New MG5 Turbo 1.5L รุ่น D ราคา 719,000 บาท
• New MG5 Turbo 1.5L รุ่น X (Sunroof) ราคา 759,000 บาท


ขอบคุณที่มาจาก : 168automotive.com

หน้า: [1] 2 3